การตรวจแป๊ปสเมียร์ คืออะไร

การตรวจแป๊ปสเมียร์ (pap-smear, pap-test) คือ วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกที่มีประสิทธิภาพ  สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกลงได้

การตรวจคัดกรอง คือ การตรวจหาโรคมะเร็งในระยะเริ่มเป็น เป็นการตรวจในขณะยังไม่มีอาการผิดปรกติใดๆ  ทั้งนี้เนื่องจากโรคมะเร็งในระยะเริ่มเป็น จะไม่มีอาการ แต่เมื่อมีอาการ มักเป็นโรคในระยะลุกลามแล้ว


การตรวจแป๊ปเสมียร์ ตรวจอย่างไร?

การตรวจแป๊ปสเมียร์ คือ การตรวจภายในธรรมดา (โดยแพทย์สอดเครื่องมือตามขนาดของช่องคลอด ผ่านเข้าในช่องคลอด เพื่อตรวจดูลักษณะของช่องคลอดและปากมดลูกด้วยตาเปล่า)  ร่วมกับการป้ายนำเซลล์ที่ได้จากน้ำเมือกในช่องคลอดและจากปากมดลูก ตรวจทางเซลล์วิทยา (การย้อมสีเซลล์ด้วยสารเคมีพิเศษ และตรวจส่องวินิจฉัยด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยพยาธิแพทย์)  เพื่อดูว่าเป็นเซลล์ปรกติ เซลล์อักเสบ หรือเซลล์มะเร็ง


การตรวจแป๊ปสเมียร์ ควรเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างไร?  มีผลข้างเคียงไหม?

การตรวจแป๊ปสเมียร์  ควรตรวจในช่วงอย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังการมีประจำเดือน ไม่ควรตรวจในช่วงมีประจำเดือน เพราะเลือดจะบดบังเซลล์จากปากมดลูกได้  นอกจากนั้น  ผู้รับการตรวจ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ การเหน็บยา และ/หรือการล้างช่องคลอดอย่างน้อย 1-2 วัน ทั้งนี้เพราะสิ่งต่างๆเหล่านั้น จะทำให้เกิดการผิดพลาดในการแปลผลการตรวจแป๊ปสเมียร์

การตรวจแป๊ปสเมียร์ เป็นการตรวจง่ายๆไม่ยุ่งยากซับซ้อน  สามารถตรวจได้เลยที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก เป็นการตรวจที่ไม่มีผลข้างเคียงจากการตรวจ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องงดอาหาร น้ำดื่ม และ/หรือยา ยกเว้นควรเตรียมตัวมาก่อนเพื่อลดโอกาสเกิดการแปลผลการตรวจผิดพลาด ดังได้กล่าวแล้ว


การตรวจแป๊ปสเมียร์ควรเริ่มตรวจเมื่ออายุเท่าไร?  ใครควรตรวจบ้าง? และควรตรวจบ่อยขนาดไหน?

มีหลายองค์กรแพทย์ที่เกี่ยวข้องได้แนะนำในเรื่องการตรวจแป๊ปสเมียร์  แต่สำหรับประชาชนทั่วไป ควรจำง่ายๆว่า ผู้หญิง ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว (โรคมะเร็งปากมดลูกมีปัจจัยเสี่ยงจากการติดเชื้อไวัสเฮชพีวีของปากมดลูกจาก การมีเพศสัมพันธ์) ควรต้องตรวจแป๊ปสเมียร์เป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง หรือบ่อยตามคำแนะนำของแพทย์  แต่ถ้ายังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลยและอายุ 21-25 ปีหรือมากกว่า ให้ปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจแป๊ปสเมียร์ และในผู้หญิงอายุ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งเคยตรวจแป๊ปสเมียร์สม่ำเสมอโดยมีผลการตรวจปรกติมาตลอด  แพทย์จะให้คำแนะนำการตรวจเป็นรายๆไป ทั้งนี้เพราะยังไม่มีการศึกษาถึงประโยชน์ของการตรวจแป๊ปสเมียร์ทุกปีใน ผู้หญิงกลุ่มนี้

แต่ในถิ่นที่ขาดแคลนแพทย์/พยาบาล หรือประชากรยังเข้าไม่ถึงการสาธารณสุข/การอนามัย  องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ควรตรวจแป๊ปสเมียร์ในหญิงช่วงอายุ 35-64 ปี ทุก 5 ปี  ก็ยังสามารถช่วยลดอัตราเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกลงได้  ถึงแม้ผลจะด้อยกว่าการตรวจแป๊ปเมียร์ทุกปี ในทุกอายุที่มีเพศสัมพันธ์


ตัดมดลูกไปแล้วยังต้องตรวจแป๊ปสเมียร์อีกไหม?

ในผู้หญิงที่ตัดมดลูกไปแล้วไม่จำเป็นต้องตรวจแป๊ปสเมียร์ แต่ควรต้องสังเกตอาการต่างๆ เมื่อมีการผิดปรกติทางช่องคลอด เช่น ตกขาว และ/หรือมีเลือดออก ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะช่องคลอดเองมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ เพียงแต่อัตราเกิดต่ำกว่าในปากมดลูกมาก ที่สำคัญ คือ ต้องแน่ใจว่าการผ่าตัดได้ผ่าตัดเอาปากมดลูกออกไปด้วย เพราะบางครั้ง การผ่าตัดมดลูก แพทย์ยังคงเหลือปากมดลูกไว้ ดังนั้นเมื่อมีการผ่าตัดมดลูก  ผู้ป่วย/ญาติควรสอบถามแพทย์ให้แน่ใจว่า ได้ผ่าตัดอวัยวะใดออกไปบ้าง ที่สำคัญ คือ ปากมดลูก ตัวมดลูก ปีกมดลูกและรังไข่  ถ้าไม่แน่ใจว่าผ่าตัดอวัยวะใดบ้าง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจภายใน และการตรวจอื่นๆตามแพทย์แนะนำ


การตรวจแป๊ปสเมียร์ เกิดความผิดพลาดได้ไหม?

การตรวจแป๊ปสเมียร์ เช่นเดียวกับการตรวจอื่นๆ สามารถให้ผลผิดพลาดได้ ดังนั้นในผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก แพทย์จะแนะนำการตรวจแป๊ปสเมียร์บ่อยขึ้น อาจทุก 3-6 เดือน หรือถ้าผลการตรวจไม่ชัดเจน แพทย์อาจแนะนำการตรวจซ้ำ


ตรวจแป๊ปสเมียร์ ได้ที่ไหนบ้าง? ทราบผลตรวจทันทีหรือไม่?
โดยทั่วไป  เกือบจะทุกโรงพยาบาล สามารถให้บริการตรวจแป๊ปสเมียร์ได้  แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เมื่อตรวจแล้ว จะทราบผลได้ในระยะเวลาประมาณ 5-20 วัน (ขึ้นกับจำนวนพยาธิแพทย์ของโรงพยาบาลนั้นๆ)  ดังนั้น ผู้รับการตรวจต้องจำให้ได้ และต้องรับทราบผลการตรวจทุกครั้งเสมอ เพื่อนัดหมายการตรวจครั้งต่อไป หรือ เพื่อการตรวจเพิ่มเติมในกรณีการตรวจแป๊ปสเมียร์พบความผิดปรกติ  ดังนั้น เมื่อเลยระยะเวลานัดแล้ว ยังไม่ทราบผลการตรวจ ผู้ป่วยควรต้องกลับไปโรงพยาบาลอีก เพื่อสอบถามผลจากแพทย์/พยาบาล


ค่าตรวจแป๊ปสเมียร์ แพงไหม?
ค่าใช้จ่ายในการตรวจแป๊ปสเมียร์อยู่ในเกณฑ์มีราคาสูงปานกลาง ดังนั้นจึงไม่รวมอยู่ในการประกันสุขภาพ (บัตรทอง)สำหรับทุกคน  ยกเว้น ในผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก  หรือเมื่อแพทย์แนะนำ ซึ่งทางโรงพยาบาลจะพิจารณาเป็นรายๆไปการตรวจแป๊ปสเมียร์ คืออะไร

การตรวจแป๊ปสเมียร์ (pap-smear, pap-test) คือ วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกที่มีประสิทธิภาพ  สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกลงได้

การตรวจคัดกรอง คือ การตรวจหาโรคมะเร็งในระยะเริ่มเป็น เป็นการตรวจในขณะยังไม่มีอาการผิดปรกติใดๆ  ทั้งนี้เนื่องจากโรคมะเร็งในระยะเริ่มเป็น จะไม่มีอาการ แต่เมื่อมีอาการ มักเป็นโรคในระยะลุกลามแล้ว


การตรวจแป๊ปเสมียร์ ตรวจอย่างไร?

การตรวจแป๊ปสเมียร์ คือ การตรวจภายในธรรมดา (โดยแพทย์สอดเครื่องมือตามขนาดของช่องคลอด ผ่านเข้าในช่องคลอด เพื่อตรวจดูลักษณะของช่องคลอดและปากมดลูกด้วยตาเปล่า)  ร่วมกับการป้ายนำเซลล์ที่ได้จากน้ำเมือกในช่องคลอดและจากปากมดลูก ตรวจทางเซลล์วิทยา (การย้อมสีเซลล์ด้วยสารเคมีพิเศษ และตรวจส่องวินิจฉัยด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยพยาธิแพทย์)  เพื่อดูว่าเป็นเซลล์ปรกติ เซลล์อักเสบ หรือเซลล์มะเร็ง


การตรวจแป๊ปสเมียร์ ควรเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างไร?  มีผลข้างเคียงไหม?

การตรวจแป๊ปสเมียร์  ควรตรวจในช่วงอย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังการมีประจำเดือน ไม่ควรตรวจในช่วงมีประจำเดือน เพราะเลือดจะบดบังเซลล์จากปากมดลูกได้  นอกจากนั้น  ผู้รับการตรวจ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ การเหน็บยา และ/หรือการล้างช่องคลอดอย่างน้อย 1-2 วัน ทั้งนี้เพราะสิ่งต่างๆเหล่านั้น จะทำให้เกิดการผิดพลาดในการแปลผลการตรวจแป๊ปสเมียร์

การตรวจแป๊ปสเมียร์ เป็นการตรวจง่ายๆไม่ยุ่งยากซับซ้อน  สามารถตรวจได้เลยที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก เป็นการตรวจที่ไม่มีผลข้างเคียงจากการตรวจ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องงดอาหาร น้ำดื่ม และ/หรือยา ยกเว้นควรเตรียมตัวมาก่อนเพื่อลดโอกาสเกิดการแปลผลการตรวจผิดพลาด ดังได้กล่าวแล้ว


การตรวจแป๊ปสเมียร์ควรเริ่มตรวจเมื่ออายุเท่าไร?  ใครควรตรวจบ้าง? และควรตรวจบ่อยขนาดไหน?

มีหลายองค์กรแพทย์ที่เกี่ยวข้องได้แนะนำในเรื่องการตรวจแป๊ปสเมียร์  แต่สำหรับประชาชนทั่วไป ควรจำง่ายๆว่า ผู้หญิง ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว (โรคมะเร็งปากมดลูกมีปัจจัยเสี่ยงจากการติดเชื้อไวัสเฮชพีวีของปากมดลูกจาก การมีเพศสัมพันธ์) ควรต้องตรวจแป๊ปสเมียร์เป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง หรือบ่อยตามคำแนะนำของแพทย์  แต่ถ้ายังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลยและอายุ 21-25 ปีหรือมากกว่า ให้ปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจแป๊ปสเมียร์ และในผู้หญิงอายุ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งเคยตรวจแป๊ปสเมียร์สม่ำเสมอโดยมีผลการตรวจปรกติมาตลอด  แพทย์จะให้คำแนะนำการตรวจเป็นรายๆไป ทั้งนี้เพราะยังไม่มีการศึกษาถึงประโยชน์ของการตรวจแป๊ปสเมียร์ทุกปีใน ผู้หญิงกลุ่มนี้

แต่ในถิ่นที่ขาดแคลนแพทย์/พยาบาล หรือประชากรยังเข้าไม่ถึงการสาธารณสุข/การอนามัย  องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ควรตรวจแป๊ปสเมียร์ในหญิงช่วงอายุ 35-64 ปี ทุก 5 ปี  ก็ยังสามารถช่วยลดอัตราเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกลงได้  ถึงแม้ผลจะด้อยกว่าการตรวจแป๊ปเมียร์ทุกปี ในทุกอายุที่มีเพศสัมพันธ์


ตัดมดลูกไปแล้วยังต้องตรวจแป๊ปสเมียร์อีกไหม?

ในผู้หญิงที่ตัดมดลูกไปแล้วไม่จำเป็นต้องตรวจแป๊ปสเมียร์ แต่ควรต้องสังเกตอาการต่างๆ เมื่อมีการผิดปรกติทางช่องคลอด เช่น ตกขาว และ/หรือมีเลือดออก ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะช่องคลอดเองมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ เพียงแต่อัตราเกิดต่ำกว่าในปากมดลูกมาก ที่สำคัญ คือ ต้องแน่ใจว่าการผ่าตัดได้ผ่าตัดเอาปากมดลูกออกไปด้วย เพราะบางครั้ง การผ่าตัดมดลูก แพทย์ยังคงเหลือปากมดลูกไว้ ดังนั้นเมื่อมีการผ่าตัดมดลูก  ผู้ป่วย/ญาติควรสอบถามแพทย์ให้แน่ใจว่า ได้ผ่าตัดอวัยวะใดออกไปบ้าง ที่สำคัญ คือ ปากมดลูก ตัวมดลูก ปีกมดลูกและรังไข่  ถ้าไม่แน่ใจว่าผ่าตัดอวัยวะใดบ้าง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจภายใน และการตรวจอื่นๆตามแพทย์แนะนำ


การตรวจแป๊ปสเมียร์ เกิดความผิดพลาดได้ไหม?

การตรวจแป๊ปสเมียร์ เช่นเดียวกับการตรวจอื่นๆ สามารถให้ผลผิดพลาดได้ ดังนั้นในผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก แพทย์จะแนะนำการตรวจแป๊ปสเมียร์บ่อยขึ้น อาจทุก 3-6 เดือน หรือถ้าผลการตรวจไม่ชัดเจน แพทย์อาจแนะนำการตรวจซ้ำ


ตรวจแป๊ปสเมียร์ ได้ที่ไหนบ้าง? ทราบผลตรวจทันทีหรือไม่?
โดยทั่วไป  เกือบจะทุกโรงพยาบาล สามารถให้บริการตรวจแป๊ปสเมียร์ได้  แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เมื่อตรวจแล้ว จะทราบผลได้ในระยะเวลาประมาณ 5-20 วัน (ขึ้นกับจำนวนพยาธิแพทย์ของโรงพยาบาลนั้นๆ)  ดังนั้น ผู้รับการตรวจต้องจำให้ได้ และต้องรับทราบผลการตรวจทุกครั้งเสมอ เพื่อนัดหมายการตรวจครั้งต่อไป หรือ เพื่อการตรวจเพิ่มเติมในกรณีการตรวจแป๊ปสเมียร์พบความผิดปรกติ  ดังนั้น เมื่อเลยระยะเวลานัดแล้ว ยังไม่ทราบผลการตรวจ ผู้ป่วยควรต้องกลับไปโรงพยาบาลอีก เพื่อสอบถามผลจากแพทย์/พยาบาล


ค่าตรวจแป๊ปสเมียร์ แพงไหม?
ค่าใช้จ่ายในการตรวจแป๊ปสเมียร์อยู่ในเกณฑ์มีราคาสูงปานกลาง ดังนั้นจึงไม่รวมอยู่ในการประกันสุขภาพ (บัตรทอง)สำหรับทุกคน  ยกเว้น ในผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก  หรือเมื่อแพทย์แนะนำ ซึ่งทางโรงพยาบาลจะพิจารณาเป็นรายๆไป