แขนบวมในโรคมะเร็งเต้านมหมายความว่าอย่างไร?

แขน บวมในโรคมะเร็งเต้านม ในที่นี้หมายถึง อาการแขนบวมที่เกิดกับแขนด้านเดียวกับที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม และเป็นอาการแขนบวมที่เกิดภายหลังรักษาโรคมะเร็งเต้านมด้วยการผ่าตัด และ/หรือ รังสีรักษา  โดยทั่วไป มักพบแขนบวมเกิดขึ้นทั้งแขน ตั้งแต่ นิ้วมือ ไปจนถึงโคนแขน  แต่บางครั้งอาจบวมเฉพาะส่วนได้ เช่น  เฉพาะมือ  หรือ ต้นแขน  หรือ โคนแขน  ซึ่งแพทย์มักอธิบายไม่ได้ว่า ทำไม่จึงเป็นเช่นนั้น

แขนบวม  เมื่อบวมน้อย  แขนจะยังใช้งานได้ตามปกติ  แต่เมื่อบวมมาก แขนด้านนั้นอาจใช้งานไม่ได้  ทั้งนี้ขึ้นกับการรีบรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ และการดูแลตนเองของผู้ป่วย

เมื่อแขนบวมเกิดขึ้นทันที หรือ ภายใน ๑๘ เดือนหลังการผ่าตัด และ/หรือ ฉายรังสี  และเมื่อได้รับการรักษา และการดูแลตนเองอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก  อาการแขนบวมอาจหายได้  แต่อาการแขนบวมที่ค่อยๆเกิดหลัง ๑๘ เดือนหลังรักษามะเร็งเต้านม  การรักษาและการดูแลตนเอง มักไม่ทำให้แขนหายบวมได้ เรียกว่า เป็นแขนบวมเรื้อรัง  แต่การรักษาและการดูแลตนเองอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกมีอาการ จะช่วยไม่ให้แขนบวมมากขึ้น

อนึ่ง  ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ต้องตระหนักเสมอว่า  อาการแขนบวมจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ตลอดชีวิตผู้ป่วย  ดังนั้น จึงต้องดูแลตนเองสม่ำเสมอตลอดชีวิตตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ  เพราะแพทย์ไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่า  ใครจะเกิด หรือ ไม่เกิดแขนบวม  หรือ แขนบวมจะเกิดเมื่อไร เพราะมีรายงาน ผู้ป่วยบางรายเกิดแขนบวมเอาเมื่อเวลาผ่านไปแล้วนานถึง ๒๐ ปีหลังรักษาโรคมะเร็ง


แขนบวมหลังรักษาโรคมะเร็งเต้านมเกิดได้อย่างไร?

แขนบวมหลังรักษามะเร็งเต้านม เกิดได้จาก ๔ สาเหตุหลัก คือ

๑.  จากผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองรักแร้ออก(เป็นวิธีการหนึ่งในการผ่าตัดรักษา มะเร็งเต้านม) จึงทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินน้ำเหลืองของแขน  เพราะปกติ น้ำเหลืองของแขนต้องไหลเวียนผ่านต่อมน้ำเหลือง แล้วจึงไหลกลับเข้าหลอดเลือดดำในบริเวณทรวงอก  เมื่อน้ำเหลืองไหลกลับเข้าต่อมน้ำเหลืองไม่ได้  น้ำเหลืองจึงคั่งอยู่ในแขน  ดังนั้น ยิ่งผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกมากเท่าใด โอกาสแขนบวมยิ่งสูงขึ้น  นอกจากนั้น ยังอาจเกิดจากเนื้อเยื่อในส่วนที่ผ่าตัดเกิดพังผืด จึงยึดรั้งให้ท่อน้ำเหลืองเกิดพังผืดไปด้วย จึงก่อให้ทางเดินน้ำเหลืองอุดตันร่วมเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง จึงเกิดแขนบวมดังกล่าว

๒.  จากการฉายรังสีบริเวณรักแร้  และ/หรือ บริเวณเต้านม (รังสีบางส่วนจะโดนรักแร้ด้วย) จึงก่อให้เกิดพังผืดของต่อมน้ำเหลืองที่หลงเหลือจากการผ่าตัด และของท่อน้ำเหลือง  ทางเดินน้ำเหลืองของแขนจึงอุดตัน ก่อให้เกิดแขนบวม  ดังนั้นในผู้ป่วยที่ทั้งผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองรักแร้ และได้รับการฉายรังสีบริเวณเต้านม และ/หรือ รักแร้ด้านเกิดโรค   โอกาสแขนบวมจึงสูงขึ้น

๓.  จากแขนด้านนั้นติดเชื้อ   ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมด้วย ผ่าตัด และรังสีรักษา  ทักทำให้ทางเดินน้ำเหลืองของแขนส่วนหนึ่งอุดตันเสมอ ไม่มากก็น้อย   ดังนั้นจึงมักมีการคั่งของน้ำเหลืองในแขนข้างนั้นผิดปกติเสมอ ไม่มากก็น้อย  น้ำเหลืองเป็นแหล่งสารอาหาร และมักมีแบคทีเรียอาศัยอยู่  ดังนั้นเมื่อเกิดการคั่งจึงมักทำให้แขนเกิดติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อแขนด้านนั้นเกิดมีบาดแผล แม้เป็นเพียงแผลเล็กๆ หรือ แผลถลอก ซึ่งเมื่อแขนติดเชื้อ( มีไข้  แขนบวม  แดง  ร้อน อาจขึ้นผื่น)  และภายหลังรักษาการติดเชื้อหายแล้ว มักเกิดพังผืดในเนื้อเยื่อแขนเพิ่มขึ้นอีก  ทางเดินน้ำเหลืองจึงยิ่งอุดตันเพิ่มขึ้น  ยิ่งเพิ่มโอกาสเกิด และเพิ่มความรุนแรงของแขนบวม ให้บวมมากขึ้น และติดเชื้อได้ง่ายขึ้น  จึงเกิดเป็นวงจรไม่รู้จบที่แก้ไขรักษาได้ยาก  คือ  แขนบวมแล้วติดเชื้อ  ติดเชื้อแล้วแขนบวม วนกลับไปกลับมา

๔.  จากเกิดโรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำ   จึงมีเซลล์มะเร็งลุกลามแพร่กระจายอุดตันทางเดินน้ำเหลืองของแขน  แขนจึงบวม


ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดแขนบวมมีอะไรบ้าง?

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดแขนบวมจากการรักษามะเร็งเต้านม ได้แก่

  • อ้วน เพราะการเพิ่มเนื้อเยื่อ (อ้วน) ส่งผลให้เพิ่มปริมาณน้ำเหลือง น้ำเหลืองจึงยิ่งคั่ง เมื่อยิ่งคั่ง แขนจึงยิ่งบวม
  • มีโรคเรื้อรังที่เป็นโรคส่งผลให้เนื้อเยื่อต่างๆอักเสบได้ง่าย และ/หรือ โรคของหลอดเลือดที่ส่งผลให้การไหลเวียนเลือด และน้ำเหลืองผิดปกติ เช่น โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง
  • ใช้งานแขนด้านนั้นมากเกินควร
  • เกิดแผลกับแขนด้านนั้น แม้เป็นเพียงแผลถลอกเพราะเป็นบ่อเกิดของการติดเชื้อ ซึ่งรวมทั้งแผลจากการเจาะเลือดและฉีดยาด้วย
  • ข้อไหลติด จึงส่งผลให้แขนขาดการเคลื่อนไหว การไหลเวียนน้ำเหลืองจึงลดลง
  • จำนวนต่อมน้ำเหลืองที่ผ่าตัดออก ยิ่งมากโอกาสเกิดแขนบวมยิ่งสูง
  • ปริมาณรังสีรักษา ยิ่งปริมาณสูงโอกาสเกิดแขนบวมยิ่งสูง และเนื้อที่การฉายรังสี ถ้าครอบคลุมทั้งรักแร้ โอกาสเกิดแขนบวมสูงกว่า ฉายรังสีเพียงบางส่วนของรักแร้

แขนบวมจากการรักษามะเร็งเต้านมเกิดได้บ่อยไหม?

ในภาพรวม แขนบวมจากการรักษามะเร็งเต้านม มีโอกาสเกิดได้ประมาณ ร้อยละ ๕-๑๕ แต่ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวแล้วด้วย ซึ่งถ้ามีหลายปัจจัยเสี่ยงโอกาสเกิดแขนบวมยิ่งสูงขึ้น


มีผลข้างเคียงจากแขนบวมอย่างไรบ้าง?

ผล ข้างเคียงจากแขนบวม ที่สำคัญ คือ ประสิทธิภาพการทำงานของทั้งมือ และแขนลดลง  และเพิ่มโอกาสติดเชื้อของแขน ซึ่งเมื่อแขนติดเชื้อ  แขนจะบวมมากขึ้น  เมื่อแขนบวมมากขึ้น โอกาสติดเชื้อ ยิ่งสูงขึ้น วนเวียนเป็นวงจรไม่รู้จบดังกล่าวแล้ว  นอกจากนั้น คือ การเสียภาพลักษณ์สำหรับบางคน


ป้องกันแขนบวมจากการรักษามะเร็งเต้านมได้อย่างไร?

การ ป้องกันแขนบวมที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ การดูแลตนเองตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ อย่างถูกต้อง เคร่งครัด สม่ำเสมอ ตลอดชีวิต   ซึ่งการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันแขนบวม ที่สำคัญ คือ  ป้องกันการติดเชื้อของแขน  ป้องกัน มือ แขน เกิดบาดแผล   ป้องกันการบีบรัดแน่นต่อแขน   ป้องกันการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ  และอื่นๆ

-ป้องกันเกิดแผลติดเชื้อกับแขนด้านรักษาโรค  โดย

  • ดูแล รักษาความสะอาดเล็บ และผิวหนังสม่ำเสมอ เมื่อเกิดแผลแม้แต่แผลยุงกัด ควรเช็ดแผลด้วยน้ำยาแอลกอฮอล์ หรือ น้ำยาเบตาดีน จนกว่าแผลจะหายดี ถ้าเป็นแผลขนาดใหญ่ หรือ แผลลึก ควรรีบพบแพทย์ รักษาความสะอาดผิวโดยใช้สบู่ที่โอนโยนต่อผิว ล้างมือ เล็บเสมอ และอาบน้ำด้วยสบู่อ่อนโยนต่อผิวเช่นกัน หลังจากล้างมือ และอาบน้ำ ใช้โลชั่นบำรุง เล็บ และผิว ชนิดอ่อนโยน บำรุงเล็บ ผิวให้ชุ่มชื้น ป้องกันเล็บ ผิวแตกแห้ง เพราะจะก่อการเป็นแผลได้ง่าย หรือ ก่ออาการคัน เกาแล้วติดเชื้อได้ง่าย

-ป้องกัน เกิดแผลกับแขนด้านรักษาโรค โดย

  • ระมัดระวังการเกิดบาดแผลในทุกกรณี รวมทั้งในการทำครัว เช่น จากมีด จากยกของร้อน หรือ จากการปิ้ง ทอด อาหาร
  • ไม่เจาะเลือด ฉีดยา หรือ ฉีดวัคซีน แขนด้านผ่าตัด
  • ใส่ถุงมือยาง (ถุงมือยาง มีทั้งชนิดยางอ่อน และยางแข็ง เลือกให้เหมาะกับงาน) เสมอ เมื่อต้องทำงานเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนมาก เช่น เนื้อสัตว์ การล้างจาน การทำสวน การทำความสะอาดสิ่งต่างๆ รวมทั้งห้องน้ำ
  • ควรใช้ที่โกนขนไฟฟ้าในการโกนขนรักแร้ เพราะไม่ค่อยเข้าเนื้อ ถ้าใช้การถอน หรือ โกนด้วยมีดโกน ต้องรักษาความสะอาดให้ดี และไม่ใช้น้ำยากำจัดขนชนิดรุนแรง
  • ทายากันยุงเสมอ เมื่อต้องอยู่นอกบ้านช่วงกลางคืน
  • รักษาความสะอาดในการตัดเล็บ ทำเล็บ

-ป้องกันการบีบรัดแน่นของแขนด้านรักษาโรค   เช่น

  • ไม่ใส่เสื้อแขนคับ หรือ รัดแขน
  • ไม่ใส่นาฬิกา หรือ เครื่องประดับ รัดข้อมือ ไม่ใส่แหวน เพราะรัดนิ้วมือ
  • กระเป๋าหิ้วสะพายต้องไม่หนัก เพราะการคล้องไหล่ คล้องแขนก่อการรัด อุดตันทางเดินน้ำเหลืองได้
  • ไม่วัดความดันโลหิตจากแขนด้านรักษาโรค

-ป้องกันการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อแขนด้านรักษาโรค  เช่น

  • ไม่ยก ไม่หิ้วของหนัก เช่น หิ้วกระเป๋า ถุงสัมภาระ และตักน้ำ
  • ไม่ออกกำลังแขนด้วยการยกน้ำหนัก
  • ไม่เล่นกีฬาที่ต้องใช้แขนตลอดเวลา เช่น แบดมินตัน เทนนิส กอล์ฟ
  • ใช้แขนด้านนั้น ทำเฉพาะงานเบาๆ ช้าๆ

อื่นๆ  เช่น

  • ระมัดระวังการอาบ หรือ อบตัวด้วยความร้อนสูง เพราะทำให้หลอดเลือดขยายตัว น้ำเหลืองจึงคั่งมากขึ้นด้วย จึงอาจเป็นสาเหตุให้แขนบวมได้
  • ดูแลให้มือ แขนอบอุ่น ไม่ให้เย็น เพราะจะลดการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง
  • ไม่สูบบุหรี่ เลิกสูบบุหรี่ เพราะสารพิษในบุหรี่ เป็นสาเหตุให้หลอดเลือดแข็ง เกิดการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองลดลง
  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้หลอดเลือดขยายตัว เกิดการคั่งของเลือดและน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น
  • เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศมาก เช่น ขึ้นเครื่องบิน การไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองอาจผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทาง อาจต้องสวมใส่ปลอกแขนในช่วงนั้น
  • ยกแขนด้านนั้นสูงเสมอเมื่อมีโอกาส และเมื่อต้องนั่งนานๆ เช่น นั่งรถทัวร์
  • รักษาควบคุมโรคต่างๆที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแขนบวม
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน ดังกล่าวแล้วว่า อ้วนเป็นสาเหตุให้แขนบวมที่สำคัญสาเหตุหนึ่ง
  • สังเกตแขนด้านนั้นทุกวัน เมื่อพบสิ่งผิดปกติ ไปจากเดิม หรือ มีแขนบวม ควรรีบพบแพทย์ก่อนนัด

เมื่อมีแขนบวมแล้ว รักษาอย่างไร? ดูแลตนเองอย่างไร?

ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาแขนบวมให้หายได้ ดังนั้น เมื่อเกิดแขนบวมขึ้นแล้ว โอกาสรักษาให้แขนหายบวมจึงเป็นเรื่องยาก  ดีที่สุด คือ ป้องกันไม่ให้แขนบวมมากขึ้น  ซึ่งวิธีรักษาแขนบวม ได้แก่  ทำกายภาพบำบัด ร่วมกับการดูแลตนเองเช่นเดียวกับในการป้องกันแขนบวม  ส่วนวิธีการที่กำลังอยู่ในการศึกษา  คือ การลดการเกิดพังผืดด้วย  การสูดดมออกซิเจนความดันสูง  หรือ การกินยาบางชนิดที่ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับเนื้อเยื่อ และช่วยต้านการเกิดพังผืด

การดูแลตนเองเมื่อมีแขนบวมแล้ว  ที่สำคัญ คือ

  • เข้าใจ และยอมรับว่า เมื่อแขนบวมแล้ว การรักษาให้หายเป็นเรื่องยาก ที่สำคัญ คือ การป้องกันไม่ให้แขนบวมมากขึ้นอีก และป้องกันการติดเชื้อของแขน
  • ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัดแนะนำอย่างถูกต้อง สม่ำเสมอ
  • รักษาความสะอาด มือ แขน อย่างเข็มงวด ป้องกันการติดเชื้อ และการเกิดแผล
  • ปฏิบัติเช่นเดียวกับในเรื่องการป้องกันแขนบวม เพื่อป้องกันไม่ให้แขนบวมมากขึ้น (อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อนั้น)
  • รักษา ควบคุมโรคต่างๆที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดแขนบวม
  • สังเกตแขนด้านนั้นทุกวัน เมื่อพบความผิดปกติไปจากเดิม รีบพบแพทย์ก่อนนัด
  • รีบพบแพทย์ เมื่อแขนบวม แดง ร้อน ปวด และมีไข้ เพราะเป็นอาการของการติดเชื้อในน้ำเหลืองของแขน ซึ่งเป็นโรคที่ต้องได้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง ดูแลรักษาตนเองไม่หาย ต้องพบแพทย์เสมอ ซึ่งเมื่อแขนติดเชื้อแล้วครั้งหนึ่ง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะติดเชื้อซ้ำได้ง่าย จึงต้องดูแลความสะอาดแขนอย่างเคร่งครัด

เมื่อมีแขนบวม ควรพบแพทย์เมื่อไร?

เมื่อ มีแขนบวม หรือ สงสัยว่ามีแขนบวม ซึ่งสังเกตได้จาก การวัดรอบแขนเองที่บ้าน หรือ  นิ้วมือ   แขน และ/หรือ ต้นแขนสองข้างไม่เท่ากัน  ผิดปกติไปจากเดิม หรือ รู้สึกข้อต่างๆฝืด ขัด เคลื่อนไหวยากกว่าเดิมโดยเฉพาะข้อนิ้ว  หรือเมื่อยังใส่แหวนออกงาน มักรู้สึกแหวนคับ หรือ ใส่แหวนเดิมไม่ได้  หรือ เมื่อกังวลสงสัยว่ามีแขนบวม  ควรรีบพบแพทย์เสมอ เพื่อวินิจฉัย และรักษาแต่เนิ่นๆ  ป้องกันแขนบวมมากขึ้น


เมื่อผ่าตัดเต้านมทั้งสองข้าง จะดูแลตนเองป้องกันแขนบวมอย่างไร? จะรักษาอย่างไรเมื่อแขนบวมแล้ว?

เมื่อ ผ่าตัดเต้านมทั้งสองข้าง  การรักษาเมื่อแขนบวมทั้งสองข้าง ใช้วิธีการเดียวกับเมื่อมีแขนบวมด้านเดียว เพียงแต่รักษาแขนทั้งสองข้างไปพร้อมๆกัน  และการดูแลป้องกันแขนบวม หรือ ดูแลป้องกันเมื่อแขนบวมแล้วไม่ให้บวมมากขึ้น เช่นเดียวกับเมื่อผ่าตัดเต้านมข้างเดียว เพียงแต่ต้องดูแลแขนทั้งสองไปพร้อมๆกันเช่นกัน  และเมื่อต้องเจาะเลือด ฉีดยา วัดความดันโลหิต  หรือในการใช้งานตามปกติ   เลือกใช้ แขนด้านที่มีโอกาสเกิดแขนบวมได้น้อยกว่าเสมอ  เช่น  ด้านไม่ได้ฉายรังสี  ด้านผ่าตัดแบบเก็บเต้านมไว้  หรือ ด้านไม่ได้ผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองรักแร้

แขนบวมในโรคมะเร็งเต้านมหมายความว่าอย่างไร?

แขน บวมในโรคมะเร็งเต้านม ในที่นี้หมายถึง อาการแขนบวมที่เกิดกับแขนด้านเดียวกับที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม และเป็นอาการแขนบวมที่เกิดภายหลังรักษาโรคมะเร็งเต้านมด้วยการผ่าตัด และ/หรือ รังสีรักษา  โดยทั่วไป มักพบแขนบวมเกิดขึ้นทั้งแขน ตั้งแต่ นิ้วมือ ไปจนถึงโคนแขน  แต่บางครั้งอาจบวมเฉพาะส่วนได้ เช่น  เฉพาะมือ  หรือ ต้นแขน  หรือ โคนแขน  ซึ่งแพทย์มักอธิบายไม่ได้ว่า ทำไม่จึงเป็นเช่นนั้น

แขนบวม  เมื่อบวมน้อย  แขนจะยังใช้งานได้ตามปกติ  แต่เมื่อบวมมาก แขนด้านนั้นอาจใช้งานไม่ได้  ทั้งนี้ขึ้นกับการรีบรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ และการดูแลตนเองของผู้ป่วย

เมื่อแขนบวมเกิดขึ้นทันที หรือ ภายใน ๑๘ เดือนหลังการผ่าตัด และ/หรือ ฉายรังสี  และเมื่อได้รับการรักษา และการดูแลตนเองอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก  อาการแขนบวมอาจหายได้  แต่อาการแขนบวมที่ค่อยๆเกิดหลัง ๑๘ เดือนหลังรักษามะเร็งเต้านม  การรักษาและการดูแลตนเอง มักไม่ทำให้แขนหายบวมได้ เรียกว่า เป็นแขนบวมเรื้อรัง  แต่การรักษาและการดูแลตนเองอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกมีอาการ จะช่วยไม่ให้แขนบวมมากขึ้น

อนึ่ง  ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ต้องตระหนักเสมอว่า  อาการแขนบวมจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ตลอดชีวิตผู้ป่วย  ดังนั้น จึงต้องดูแลตนเองสม่ำเสมอตลอดชีวิตตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ  เพราะแพทย์ไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่า  ใครจะเกิด หรือ ไม่เกิดแขนบวม  หรือ แขนบวมจะเกิดเมื่อไร เพราะมีรายงาน ผู้ป่วยบางรายเกิดแขนบวมเอาเมื่อเวลาผ่านไปแล้วนานถึง ๒๐ ปีหลังรักษาโรคมะเร็ง


แขนบวมหลังรักษาโรคมะเร็งเต้านมเกิดได้อย่างไร?

แขนบวมหลังรักษามะเร็งเต้านม เกิดได้จาก ๔ สาเหตุหลัก คือ

๑.  จากผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองรักแร้ออก(เป็นวิธีการหนึ่งในการผ่าตัดรักษา มะเร็งเต้านม) จึงทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินน้ำเหลืองของแขน  เพราะปกติ น้ำเหลืองของแขนต้องไหลเวียนผ่านต่อมน้ำเหลือง แล้วจึงไหลกลับเข้าหลอดเลือดดำในบริเวณทรวงอก  เมื่อน้ำเหลืองไหลกลับเข้าต่อมน้ำเหลืองไม่ได้  น้ำเหลืองจึงคั่งอยู่ในแขน  ดังนั้น ยิ่งผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกมากเท่าใด โอกาสแขนบวมยิ่งสูงขึ้น  นอกจากนั้น ยังอาจเกิดจากเนื้อเยื่อในส่วนที่ผ่าตัดเกิดพังผืด จึงยึดรั้งให้ท่อน้ำเหลืองเกิดพังผืดไปด้วย จึงก่อให้ทางเดินน้ำเหลืองอุดตันร่วมเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง จึงเกิดแขนบวมดังกล่าว

๒.  จากการฉายรังสีบริเวณรักแร้  และ/หรือ บริเวณเต้านม (รังสีบางส่วนจะโดนรักแร้ด้วย) จึงก่อให้เกิดพังผืดของต่อมน้ำเหลืองที่หลงเหลือจากการผ่าตัด และของท่อน้ำเหลือง  ทางเดินน้ำเหลืองของแขนจึงอุดตัน ก่อให้เกิดแขนบวม  ดังนั้นในผู้ป่วยที่ทั้งผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองรักแร้ และได้รับการฉายรังสีบริเวณเต้านม และ/หรือ รักแร้ด้านเกิดโรค   โอกาสแขนบวมจึงสูงขึ้น

๓.  จากแขนด้านนั้นติดเชื้อ   ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมด้วย ผ่าตัด และรังสีรักษา  ทักทำให้ทางเดินน้ำเหลืองของแขนส่วนหนึ่งอุดตันเสมอ ไม่มากก็น้อย   ดังนั้นจึงมักมีการคั่งของน้ำเหลืองในแขนข้างนั้นผิดปกติเสมอ ไม่มากก็น้อย  น้ำเหลืองเป็นแหล่งสารอาหาร และมักมีแบคทีเรียอาศัยอยู่  ดังนั้นเมื่อเกิดการคั่งจึงมักทำให้แขนเกิดติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อแขนด้านนั้นเกิดมีบาดแผล แม้เป็นเพียงแผลเล็กๆ หรือ แผลถลอก ซึ่งเมื่อแขนติดเชื้อ( มีไข้  แขนบวม  แดง  ร้อน อาจขึ้นผื่น)  และภายหลังรักษาการติดเชื้อหายแล้ว มักเกิดพังผืดในเนื้อเยื่อแขนเพิ่มขึ้นอีก  ทางเดินน้ำเหลืองจึงยิ่งอุดตันเพิ่มขึ้น  ยิ่งเพิ่มโอกาสเกิด และเพิ่มความรุนแรงของแขนบวม ให้บวมมากขึ้น และติดเชื้อได้ง่ายขึ้น  จึงเกิดเป็นวงจรไม่รู้จบที่แก้ไขรักษาได้ยาก  คือ  แขนบวมแล้วติดเชื้อ  ติดเชื้อแล้วแขนบวม วนกลับไปกลับมา

๔.  จากเกิดโรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำ   จึงมีเซลล์มะเร็งลุกลามแพร่กระจายอุดตันทางเดินน้ำเหลืองของแขน  แขนจึงบวม


ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดแขนบวมมีอะไรบ้าง?

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดแขนบวมจากการรักษามะเร็งเต้านม ได้แก่

  • อ้วน เพราะการเพิ่มเนื้อเยื่อ (อ้วน) ส่งผลให้เพิ่มปริมาณน้ำเหลือง น้ำเหลืองจึงยิ่งคั่ง เมื่อยิ่งคั่ง แขนจึงยิ่งบวม
  • มีโรคเรื้อรังที่เป็นโรคส่งผลให้เนื้อเยื่อต่างๆอักเสบได้ง่าย และ/หรือ โรคของหลอดเลือดที่ส่งผลให้การไหลเวียนเลือด และน้ำเหลืองผิดปกติ เช่น โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง
  • ใช้งานแขนด้านนั้นมากเกินควร
  • เกิดแผลกับแขนด้านนั้น แม้เป็นเพียงแผลถลอกเพราะเป็นบ่อเกิดของการติดเชื้อ ซึ่งรวมทั้งแผลจากการเจาะเลือดและฉีดยาด้วย
  • ข้อไหลติด จึงส่งผลให้แขนขาดการเคลื่อนไหว การไหลเวียนน้ำเหลืองจึงลดลง
  • จำนวนต่อมน้ำเหลืองที่ผ่าตัดออก ยิ่งมากโอกาสเกิดแขนบวมยิ่งสูง
  • ปริมาณรังสีรักษา ยิ่งปริมาณสูงโอกาสเกิดแขนบวมยิ่งสูง และเนื้อที่การฉายรังสี ถ้าครอบคลุมทั้งรักแร้ โอกาสเกิดแขนบวมสูงกว่า ฉายรังสีเพียงบางส่วนของรักแร้

แขนบวมจากการรักษามะเร็งเต้านมเกิดได้บ่อยไหม?  

ในภาพรวม แขนบวมจากการรักษามะเร็งเต้านม มีโอกาสเกิดได้ประมาณ ร้อยละ ๕-๑๕ แต่ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวแล้วด้วย ซึ่งถ้ามีหลายปัจจัยเสี่ยงโอกาสเกิดแขนบวมยิ่งสูงขึ้น


มีผลข้างเคียงจากแขนบวมอย่างไรบ้าง?

ผล ข้างเคียงจากแขนบวม ที่สำคัญ คือ ประสิทธิภาพการทำงานของทั้งมือ และแขนลดลง  และเพิ่มโอกาสติดเชื้อของแขน ซึ่งเมื่อแขนติดเชื้อ  แขนจะบวมมากขึ้น  เมื่อแขนบวมมากขึ้น โอกาสติดเชื้อ ยิ่งสูงขึ้น วนเวียนเป็นวงจรไม่รู้จบดังกล่าวแล้ว  นอกจากนั้น คือ การเสียภาพลักษณ์สำหรับบางคน


ป้องกันแขนบวมจากการรักษามะเร็งเต้านมได้อย่างไร?

การ ป้องกันแขนบวมที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ การดูแลตนเองตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ อย่างถูกต้อง เคร่งครัด สม่ำเสมอ ตลอดชีวิต   ซึ่งการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันแขนบวม ที่สำคัญ คือ  ป้องกันการติดเชื้อของแขน  ป้องกัน มือ แขน เกิดบาดแผล   ป้องกันการบีบรัดแน่นต่อแขน   ป้องกันการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ  และอื่นๆ

-ป้องกันเกิดแผลติดเชื้อกับแขนด้านรักษาโรค  โดย

  • ดูแล รักษาความสะอาดเล็บ และผิวหนังสม่ำเสมอ เมื่อเกิดแผลแม้แต่แผลยุงกัด ควรเช็ดแผลด้วยน้ำยาแอลกอฮอล์ หรือ น้ำยาเบตาดีน จนกว่าแผลจะหายดี ถ้าเป็นแผลขนาดใหญ่ หรือ แผลลึก ควรรีบพบแพทย์ รักษาความสะอาดผิวโดยใช้สบู่ที่โอนโยนต่อผิว ล้างมือ เล็บเสมอ และอาบน้ำด้วยสบู่อ่อนโยนต่อผิวเช่นกัน หลังจากล้างมือ และอาบน้ำ ใช้โลชั่นบำรุง เล็บ และผิว ชนิดอ่อนโยน บำรุงเล็บ ผิวให้ชุ่มชื้น ป้องกันเล็บ ผิวแตกแห้ง เพราะจะก่อการเป็นแผลได้ง่าย หรือ ก่ออาการคัน เกาแล้วติดเชื้อได้ง่าย

-ป้องกัน เกิดแผลกับแขนด้านรักษาโรค โดย

  • ระมัดระวังการเกิดบาดแผลในทุกกรณี รวมทั้งในการทำครัว เช่น จากมีด จากยกของร้อน หรือ จากการปิ้ง ทอด อาหาร
  • ไม่เจาะเลือด ฉีดยา หรือ ฉีดวัคซีน แขนด้านผ่าตัด
  • ใส่ถุงมือยาง (ถุงมือยาง มีทั้งชนิดยางอ่อน และยางแข็ง เลือกให้เหมาะกับงาน) เสมอ เมื่อต้องทำงานเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนมาก เช่น เนื้อสัตว์ การล้างจาน การทำสวน การทำความสะอาดสิ่งต่างๆ รวมทั้งห้องน้ำ
  • ควรใช้ที่โกนขนไฟฟ้าในการโกนขนรักแร้ เพราะไม่ค่อยเข้าเนื้อ ถ้าใช้การถอน หรือ โกนด้วยมีดโกน ต้องรักษาความสะอาดให้ดี และไม่ใช้น้ำยากำจัดขนชนิดรุนแรง
  • ทายากันยุงเสมอ เมื่อต้องอยู่นอกบ้านช่วงกลางคืน
  • รักษาความสะอาดในการตัดเล็บ ทำเล็บ

-ป้องกันการบีบรัดแน่นของแขนด้านรักษาโรค   เช่น

  • ไม่ใส่เสื้อแขนคับ หรือ รัดแขน
  • ไม่ใส่นาฬิกา หรือ เครื่องประดับ รัดข้อมือ ไม่ใส่แหวน เพราะรัดนิ้วมือ
  • กระเป๋าหิ้วสะพายต้องไม่หนัก เพราะการคล้องไหล่ คล้องแขนก่อการรัด อุดตันทางเดินน้ำเหลืองได้
  • ไม่วัดความดันโลหิตจากแขนด้านรักษาโรค

-ป้องกันการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อแขนด้านรักษาโรค  เช่น

  • ไม่ยก ไม่หิ้วของหนัก เช่น หิ้วกระเป๋า ถุงสัมภาระ และตักน้ำ
  • ไม่ออกกำลังแขนด้วยการยกน้ำหนัก
  • ไม่เล่นกีฬาที่ต้องใช้แขนตลอดเวลา เช่น แบดมินตัน เทนนิส กอล์ฟ
  • ใช้แขนด้านนั้น ทำเฉพาะงานเบาๆ ช้าๆ

อื่นๆ  เช่น

  • ระมัดระวังการอาบ หรือ อบตัวด้วยความร้อนสูง เพราะทำให้หลอดเลือดขยายตัว น้ำเหลืองจึงคั่งมากขึ้นด้วย จึงอาจเป็นสาเหตุให้แขนบวมได้
  • ดูแลให้มือ แขนอบอุ่น ไม่ให้เย็น เพราะจะลดการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง
  • ไม่สูบบุหรี่ เลิกสูบบุหรี่ เพราะสารพิษในบุหรี่ เป็นสาเหตุให้หลอดเลือดแข็ง เกิดการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองลดลง
  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้หลอดเลือดขยายตัว เกิดการคั่งของเลือดและน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น
  • เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศมาก เช่น ขึ้นเครื่องบิน การไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองอาจผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทาง อาจต้องสวมใส่ปลอกแขนในช่วงนั้น
  • ยกแขนด้านนั้นสูงเสมอเมื่อมีโอกาส และเมื่อต้องนั่งนานๆ เช่น นั่งรถทัวร์
  • รักษาควบคุมโรคต่างๆที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแขนบวม
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน ดังกล่าวแล้วว่า อ้วนเป็นสาเหตุให้แขนบวมที่สำคัญสาเหตุหนึ่ง
  • สังเกตแขนด้านนั้นทุกวัน เมื่อพบสิ่งผิดปกติ ไปจากเดิม หรือ มีแขนบวม ควรรีบพบแพทย์ก่อนนัด

เมื่อมีแขนบวมแล้ว รักษาอย่างไร? ดูแลตนเองอย่างไร?

ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาแขนบวมให้หายได้ ดังนั้น เมื่อเกิดแขนบวมขึ้นแล้ว โอกาสรักษาให้แขนหายบวมจึงเป็นเรื่องยาก  ดีที่สุด คือ ป้องกันไม่ให้แขนบวมมากขึ้น  ซึ่งวิธีรักษาแขนบวม ได้แก่  ทำกายภาพบำบัด ร่วมกับการดูแลตนเองเช่นเดียวกับในการป้องกันแขนบวม  ส่วนวิธีการที่กำลังอยู่ในการศึกษา  คือ การลดการเกิดพังผืดด้วย  การสูดดมออกซิเจนความดันสูง  หรือ การกินยาบางชนิดที่ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับเนื้อเยื่อ และช่วยต้านการเกิดพังผืด

  การดูแลตนเองเมื่อมีแขนบวมแล้ว  ที่สำคัญ คือ

  • เข้าใจ และยอมรับว่า เมื่อแขนบวมแล้ว การรักษาให้หายเป็นเรื่องยาก ที่สำคัญ คือ การป้องกันไม่ให้แขนบวมมากขึ้นอีก และป้องกันการติดเชื้อของแขน
  • ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัดแนะนำอย่างถูกต้อง สม่ำเสมอ
  • รักษาความสะอาด มือ แขน อย่างเข็มงวด ป้องกันการติดเชื้อ และการเกิดแผล
  • ปฏิบัติเช่นเดียวกับในเรื่องการป้องกันแขนบวม เพื่อป้องกันไม่ให้แขนบวมมากขึ้น (อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อนั้น)
  • รักษา ควบคุมโรคต่างๆที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดแขนบวม
  • สังเกตแขนด้านนั้นทุกวัน เมื่อพบความผิดปกติไปจากเดิม รีบพบแพทย์ก่อนนัด
  • รีบพบแพทย์ เมื่อแขนบวม แดง ร้อน ปวด และมีไข้ เพราะเป็นอาการของการติดเชื้อในน้ำเหลืองของแขน ซึ่งเป็นโรคที่ต้องได้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง ดูแลรักษาตนเองไม่หาย ต้องพบแพทย์เสมอ ซึ่งเมื่อแขนติดเชื้อแล้วครั้งหนึ่ง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะติดเชื้อซ้ำได้ง่าย จึงต้องดูแลความสะอาดแขนอย่างเคร่งครัด

เมื่อมีแขนบวม ควรพบแพทย์เมื่อไร?

เมื่อ มีแขนบวม หรือ สงสัยว่ามีแขนบวม ซึ่งสังเกตได้จาก การวัดรอบแขนเองที่บ้าน หรือ  นิ้วมือ   แขน และ/หรือ ต้นแขนสองข้างไม่เท่ากัน  ผิดปกติไปจากเดิม หรือ รู้สึกข้อต่างๆฝืด ขัด เคลื่อนไหวยากกว่าเดิมโดยเฉพาะข้อนิ้ว  หรือเมื่อยังใส่แหวนออกงาน มักรู้สึกแหวนคับ หรือ ใส่แหวนเดิมไม่ได้  หรือ เมื่อกังวลสงสัยว่ามีแขนบวม  ควรรีบพบแพทย์เสมอ เพื่อวินิจฉัย และรักษาแต่เนิ่นๆ  ป้องกันแขนบวมมากขึ้น


เมื่อผ่าตัดเต้านมทั้งสองข้าง จะดูแลตนเองป้องกันแขนบวมอย่างไร? จะรักษาอย่างไรเมื่อแขนบวมแล้ว?

เมื่อ ผ่าตัดเต้านมทั้งสองข้าง  การรักษาเมื่อแขนบวมทั้งสองข้าง ใช้วิธีการเดียวกับเมื่อมีแขนบวมด้านเดียว เพียงแต่รักษาแขนทั้งสองข้างไปพร้อมๆกัน  และการดูแลป้องกันแขนบวม หรือ ดูแลป้องกันเมื่อแขนบวมแล้วไม่ให้บวมมากขึ้น เช่นเดียวกับเมื่อผ่าตัดเต้านมข้างเดียว เพียงแต่ต้องดูแลแขนทั้งสองไปพร้อมๆกันเช่นกัน  และเมื่อต้องเจาะเลือด ฉีดยา วัดความดันโลหิต  หรือในการใช้งานตามปกติ   เลือกใช้ แขนด้านที่มีโอกาสเกิดแขนบวมได้น้อยกว่าเสมอ  เช่น  ด้านไม่ได้ฉายรังสี  ด้านผ่าตัดแบบเก็บเต้านมไว้  หรือ ด้านไม่ได้ผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองรักแร้