จะไปพบแพทย์ทางรังสีรักษา ต้องทำอย่างไร?

การจะไปพบแพทย์ทางรังสีรักษา ควรนัดแพทย์ล่วงหน้าเสมอ เพราะการรักษาทางรังสีรักษา ไม่ใช่การรักษาแบบฉุกเฉิน และ เป็นระบบของแพทย์เฉพาะทาง  ดังนั้น แพทย์จึงมีกำหนดการออกตรวจเป็นเพียงบางช่วงเวลา ไม่ใช่ตลอดทั้งวัน และอาจเป็นเพียงบางวัน เท่านั้น  การนัดอาจทำได้โดยโทรศัพท์นัดหมายกับพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ หรือยื่นบัตรของโรงพยาบาลเพื่อขอนัดตรวจกับพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา


จะต้องเตรียมตัวอย่างไรในการไปพบแพทย์ทางรังสีรักษา?

เมื่อได้ วัน เวลา นัดหมายกับแพทย์ทางรังสีรักษาแล้ว  ควรไปถึงโรงพยาบาลก่อนเวลานัดประมาณ ๓๐ นาที เพื่อการจัดเตรียมเอกสารสำหรับการตรวจรักษาของทางโรงพยาบาล และควรเตรียมตัวในวันนั้น ไม่นัดหมายธุระอื่น เพราะ การปรึกษา การตรวจ รวมทั้งปริมาณผู้ป่วยมีเป็นจำนวนมาก จึงอาจต้องใช้เวลา นอกจากนั้น โรงพยาบาลรัฐบาลที่ให้การรักษาทางรังสีรักษา มักมีการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน และ นักศึกษาอื่นทางด้านสุขภาพ เช่น นักศึกษาพยาบาล รังสีการแพทย์ รังสีเทคนิค และ ฟิสิกส์การแพทย์

นอกจากการเตรียมตัวในเรื่องเวลา แล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมมาด้วยเสมอ คือ

* ผู้ป่วย ควรต้องมาพบแพทย์พร้อมกับญาติสายตรงเท่านั้น (บิดา มารดา สามี หรือ บุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว)  ทั้งนี้เพื่อร่วมกับแพทย์ รับทราบ ปรึกษา และร่วมกันตัดสินใจในการรักษา เรื่องสำคัญต่างๆ เช่น โรค ขั้นตอนในการรักษา การดูแลผู้ป่วย และเพื่อการเซ็นยินยอมรับการตรวจรักษา ทั้งนี้ เพราะการรักษาทางรังสีรักษา เป็นการรักษาที่ยุ่งยาก ซับซ้อน มีหลายขั้นตอน มีผลข้างเคียง และ อาจเป็นผลข้างเคียงที่รุนแรง มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของญาติสายตรง  พี่ น้อง ญาติอื่นๆ หรือเพื่อน ไม่ควรเป็นผู้ตัดสินใจในการรักษา

* เตรียมเอกสารด้านการตรวจรักษา ที่เคยได้รับจากโรงพยาบาลอื่นมาให้พร้อมเสมอ ทั้งนี้ เพื่อแพทย์รังสีรักษาใช้ในการวินิจฉัย หาข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วยรังสี และเพื่อลด การตรวจซ้ำซ้อน  ได้แก่

  • ใบส่งตัว ประวัติการ ตรวจ รักษาจากแพทย์ผู้ให้การรักษามาก่อน หรือ แพทย์ต้นสังกัด
  • ใบ ผลชิ้นเนื้อ หรือ ใบตรวจเซลล์มะเร็ง ถ้ามีการตัดชิ้นเนื้อ หรือ ดูด/เจาะ ตรวจเซลล์มะเร็ง
  • ผลการตรวจเลือด ใบตรวจเลือดต่างๆ
  • ผลการตรวจทางเอกซเรย์ รวมทั้งการตรวจด้วยคอมพิวเตอร์ หรือ เอ็ม อาร์ ไอ  การตรวจสแกนต่างๆ เช่นการตรวจสแกนกระดูก และการตรวจอัลตราซาวด์ ถ้าเคยมีการตรวจ ทั้งตัวแผ่นฟิลม์ หรือ ซีดี และใบอ่านผล
  • ยาต่างๆ ที่ผู้ป่วยบริโภค พร้อมซอง/ฉลากการใช้ยา เพราะการนำมาเฉพาะเม็ดยา แพทย์ไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นยาอะไร ถ้าไม่มีชื่อยากำกับบนเม็ดยา
  • เอกสารสิทธิต่างๆ ทางการรักษา เช่น เอกสารสิทธิด้านประกันสังคม หรือ บัตรทอง เป็นต้น
  • สมุดจดบันทึก เพื่อใช้บันทึกการพูด คุย ปรึกษากับแพทย์ เพื่อผู้ป่วย/ครอบครัวจะได้จำได้
  • ผู้ป่วย และ ญาติ ควรจดบันทึกเรื่องที่ต้องการทราบ หรือ ต้องการได้รับคำแนะนำจากแพทย์มาด้วยเสมอ  เพื่อพูดคุยกับแพทย์ เพราะการไม่ได้เตรียม  จะซักถามไม่ได้ครบถ้วนตามความต้องการของผู้ป่วยและญาติ

ขั้นตอนในการรักษาทางรังสี มีอะไรบ้าง?

เมื่อได้พบแพทย์ทางรังสีรักษาแล้ว ถ้าข้อมูลทางการรักษาครบถ้วน  แพทย์มีข้อบ่งชี้ทางการรักษาด้วยรังสี  แพทย์จะสามารถ พูด คุย อธิบายถึงวิธีรักษา ผล ผลข้างเคียง โอกาสรักษาหายหรือไม่ กับผู้ป่วยและญาติได้เลย แต่ถ้าข้อมูลไม่ครบ ต้องมีการตรวจเพิ่มเติม หรือ ผู้ป่วยต้องกลับไปเอาผลตรวจที่เคยตรวจมาแล้วจากโรงพยาบาลต้นสังกัด แพทย์รังสีรักษาจะนัดผู้ป่วย และญาติกลับมาพบแพทย์อีกครั้งเมื่อได้ข้อมูลทางการรักษาครบถ้วน

ถ้า ข้อมูลทางการรักษาครบ การรักษาทางรังสีรักษา ภายหลังการตรวจ พุดคุยกับแพทย์แล้ว แพทย์จะนัดผู้ป่วยเพื่อเตรียมการรักษา เช่น นัดวันใส่แร่ ถ้าเป็นการรักษาด้วยการใส่แร่ ซึ่งถ้าเป็นการใส่แร่ จะต้องมีการนัดหมายรักษาในวันอื่น ไม่สามารถรักษาได้ในวันที่ผู้ป่วยพบแพทย์ครั้งแรก เพราะต้องให้ผู้ป่วยมีการเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนการรักษา เช่น ในเรื่องอาหาร หรือ ยา เป็นต้น

แต่ถ้าเป็นการฉายรังสี ผู้ป่วยจะได้รับการนัด เพื่อเข้ารับการตรวจเตรียมการรักษาด้วยเครื่องจำลองการรักษา/เครื่องจำลอง ภาพ (simulator) หรือ มักเรียกกันว่า  “ห้องซิม”  เพื่อกำหนดบริเวณ และ เทคนิคที่จะให้การรักษาได้ถูกต้อง  วิธีการนี้ จะใช้เวลาประมาณ 15 นาที ถึงเป็น 1-2 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับอวัยวะที่เป็นโรคและเทคนิคทางการรักษา เมื่อกำหนดบริเวณการรักษาได้แล้ว จะต้องมีการคำนวณเวลาและปริมาณรังสี การวางแผนทางการรักษา ซึ่งขั้นตอนนี้ อาจใช้ระยะเวลา 1-2 ชั่วโมง หรือ 1-2 วัน หรือเป็นสัปดาห์ และบ่อยครั้ง ถ้าเป็นการรักษาซับซ้อน นักฟิสิกส์การแพทย์ต้องวางแผนการรักษาก่อน อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ จึงนัดผู้ป่วยมาเข้าห้องซิมได้ หลังจากขั้นตอนต่างๆดังกล่าวแล้ว แพทย์จึงนัดผู้ป่วยมารับการรักษา แต่ในบ้างครั้ง ถ้ามีคิวว่าง และเทคนิคการรักษาไม่ซับซ้อนมาก การฉายรังสีอาจเริ่มได้ในวันที่ผู้ป่วยพบแพทย์ครั้งแรก


การรักษาโรคมะเร็ง ใช้รังสีวิธีเดียวได้ไหม?

การรักษาโรคมะเร็ง จะใช้วิธีการใดวิธีเดียว หรือจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น รังสีรักษาร่วมกับการผ่าตัด หรือ ร่วมกับยาเคมีบำบัด หรือ ร่วมกับทั้งผ่าตัดและยาเคมี ทั้งนี้ ขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ซึ่งแพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้ให้คำแนะนำ  ข้อบ่งชี้ที่สำคัญ เช่น ระยะโรค ชนิดของเซลล์มะเร็ง สุขภาพของผู้ป่วย อายุของผู้ป่วย และการที่ผู้ป่วยมีโรคอื่นๆที่เป็นข้อจำกัดในการรักษาโรคมะเร็ง


รังสีรักษา คือ การฉายแสงใช่ไหม?

รังสีรักษา มีทั้งการฉายแสง/ฉายรังสี ซึ่งเป็นการรักษาส่วนใหญ่ ที่สามารถใช้ได้ในทุกโรค ทุกระยะของโรค และ ในผู้ป่วยทุกอายุ  การใส่แร่ ซึ่งใช้รักษาได้เฉพาะโรคมะเร็งบางชนิด บางระยะโรค บางอายุ และ การ กิน ดื่ม หรือ ฉีดยา น้ำแร่รังสี (ในปัจจุบัน เรียกว่า การรักษาทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์)


การฉายรังสี กับการฉายแสงเหมือนกันไหม?

การฉายรังสี ก็คือการฉายแสง เป็นอย่างเดียวกัน แต่คนทั่วไปมักเรียกว่า การฉายแสง

จะไปพบแพทย์ทางรังสีรักษา ต้องทำอย่างไร?

การจะไปพบแพทย์ทางรังสีรักษา ควรนัดแพทย์ล่วงหน้าเสมอ เพราะการรักษาทางรังสีรักษา ไม่ใช่การรักษาแบบฉุกเฉิน และ เป็นระบบของแพทย์เฉพาะทาง  ดังนั้น แพทย์จึงมีกำหนดการออกตรวจเป็นเพียงบางช่วงเวลา ไม่ใช่ตลอดทั้งวัน และอาจเป็นเพียงบางวัน เท่านั้น  การนัดอาจทำได้โดยโทรศัพท์นัดหมายกับพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ หรือยื่นบัตรของโรงพยาบาลเพื่อขอนัดตรวจกับพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา


 จะต้องเตรียมตัวอย่างไรในการไปพบแพทย์ทางรังสีรักษา?

เมื่อได้ วัน เวลา นัดหมายกับแพทย์ทางรังสีรักษาแล้ว  ควรไปถึงโรงพยาบาลก่อนเวลานัดประมาณ ๓๐ นาที เพื่อการจัดเตรียมเอกสารสำหรับการตรวจรักษาของทางโรงพยาบาล และควรเตรียมตัวในวันนั้น ไม่นัดหมายธุระอื่น เพราะ การปรึกษา การตรวจ รวมทั้งปริมาณผู้ป่วยมีเป็นจำนวนมาก จึงอาจต้องใช้เวลา นอกจากนั้น โรงพยาบาลรัฐบาลที่ให้การรักษาทางรังสีรักษา มักมีการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน และ นักศึกษาอื่นทางด้านสุขภาพ เช่น นักศึกษาพยาบาล รังสีการแพทย์ รังสีเทคนิค และ ฟิสิกส์การแพทย์

นอกจากการเตรียมตัวในเรื่องเวลา แล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมมาด้วยเสมอ คือ

* ผู้ป่วย ควรต้องมาพบแพทย์พร้อมกับญาติสายตรงเท่านั้น (บิดา มารดา สามี หรือ บุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว)  ทั้งนี้เพื่อร่วมกับแพทย์ รับทราบ ปรึกษา และร่วมกันตัดสินใจในการรักษา เรื่องสำคัญต่างๆ เช่น โรค ขั้นตอนในการรักษา การดูแลผู้ป่วย และเพื่อการเซ็นยินยอมรับการตรวจรักษา ทั้งนี้ เพราะการรักษาทางรังสีรักษา เป็นการรักษาที่ยุ่งยาก ซับซ้อน มีหลายขั้นตอน มีผลข้างเคียง และ อาจเป็นผลข้างเคียงที่รุนแรง มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของญาติสายตรง  พี่ น้อง ญาติอื่นๆ หรือเพื่อน ไม่ควรเป็นผู้ตัดสินใจในการรักษา

  * เตรียมเอกสารด้านการตรวจรักษา ที่เคยได้รับจากโรงพยาบาลอื่นมาให้พร้อมเสมอ ทั้งนี้ เพื่อแพทย์รังสีรักษาใช้ในการวินิจฉัย หาข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วยรังสี และเพื่อลด การตรวจซ้ำซ้อน  ได้แก่

  • ใบส่งตัว ประวัติการ ตรวจ รักษาจากแพทย์ผู้ให้การรักษามาก่อน หรือ แพทย์ต้นสังกัด
  • ใบ ผลชิ้นเนื้อ หรือ ใบตรวจเซลล์มะเร็ง ถ้ามีการตัดชิ้นเนื้อ หรือ ดูด/เจาะ ตรวจเซลล์มะเร็ง
  • ผลการตรวจเลือด ใบตรวจเลือดต่างๆ
  • ผลการตรวจทางเอกซเรย์ รวมทั้งการตรวจด้วยคอมพิวเตอร์ หรือ เอ็ม อาร์ ไอ  การตรวจสแกนต่างๆ เช่นการตรวจสแกนกระดูก และการตรวจอัลตราซาวด์ ถ้าเคยมีการตรวจ ทั้งตัวแผ่นฟิลม์ หรือ ซีดี และใบอ่านผล
  • ยาต่างๆ ที่ผู้ป่วยบริโภค พร้อมซอง/ฉลากการใช้ยา เพราะการนำมาเฉพาะเม็ดยา แพทย์ไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นยาอะไร ถ้าไม่มีชื่อยากำกับบนเม็ดยา
  • เอกสารสิทธิต่างๆ ทางการรักษา เช่น เอกสารสิทธิด้านประกันสังคม หรือ บัตรทอง เป็นต้น
  • สมุดจดบันทึก เพื่อใช้บันทึกการพูด คุย ปรึกษากับแพทย์ เพื่อผู้ป่วย/ครอบครัวจะได้จำได้
  • ผู้ป่วย และ ญาติ ควรจดบันทึกเรื่องที่ต้องการทราบ หรือ ต้องการได้รับคำแนะนำจากแพทย์มาด้วยเสมอ  เพื่อพูดคุยกับแพทย์ เพราะการไม่ได้เตรียม  จะซักถามไม่ได้ครบถ้วนตามความต้องการของผู้ป่วยและญาติ

 

ขั้นตอนในการรักษาทางรังสี มีอะไรบ้าง?

เมื่อได้พบแพทย์ทางรังสีรักษาแล้ว ถ้าข้อมูลทางการรักษาครบถ้วน  แพทย์มีข้อบ่งชี้ทางการรักษาด้วยรังสี  แพทย์จะสามารถ พูด คุย อธิบายถึงวิธีรักษา ผล ผลข้างเคียง โอกาสรักษาหายหรือไม่ กับผู้ป่วยและญาติได้เลย แต่ถ้าข้อมูลไม่ครบ ต้องมีการตรวจเพิ่มเติม หรือ ผู้ป่วยต้องกลับไปเอาผลตรวจที่เคยตรวจมาแล้วจากโรงพยาบาลต้นสังกัด แพทย์รังสีรักษาจะนัดผู้ป่วย และญาติกลับมาพบแพทย์อีกครั้งเมื่อได้ข้อมูลทางการรักษาครบถ้วน

ถ้า ข้อมูลทางการรักษาครบ การรักษาทางรังสีรักษา ภายหลังการตรวจ พุดคุยกับแพทย์แล้ว แพทย์จะนัดผู้ป่วยเพื่อเตรียมการรักษา เช่น นัดวันใส่แร่ ถ้าเป็นการรักษาด้วยการใส่แร่ ซึ่งถ้าเป็นการใส่แร่ จะต้องมีการนัดหมายรักษาในวันอื่น ไม่สามารถรักษาได้ในวันที่ผู้ป่วยพบแพทย์ครั้งแรก เพราะต้องให้ผู้ป่วยมีการเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนการรักษา เช่น ในเรื่องอาหาร หรือ ยา เป็นต้น

แต่ถ้าเป็นการฉายรังสี ผู้ป่วยจะได้รับการนัด เพื่อเข้ารับการตรวจเตรียมการรักษาด้วยเครื่องจำลองการรักษา/เครื่องจำลอง ภาพ (simulator) หรือ มักเรียกกันว่า  “ห้องซิม”  เพื่อกำหนดบริเวณ และ เทคนิคที่จะให้การรักษาได้ถูกต้อง  วิธีการนี้ จะใช้เวลาประมาณ 15 นาที ถึงเป็น 1-2 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับอวัยวะที่เป็นโรคและเทคนิคทางการรักษา เมื่อกำหนดบริเวณการรักษาได้แล้ว จะต้องมีการคำนวณเวลาและปริมาณรังสี การวางแผนทางการรักษา ซึ่งขั้นตอนนี้ อาจใช้ระยะเวลา 1-2 ชั่วโมง หรือ 1-2 วัน หรือเป็นสัปดาห์ และบ่อยครั้ง ถ้าเป็นการรักษาซับซ้อน นักฟิสิกส์การแพทย์ต้องวางแผนการรักษาก่อน อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ จึงนัดผู้ป่วยมาเข้าห้องซิมได้ หลังจากขั้นตอนต่างๆดังกล่าวแล้ว แพทย์จึงนัดผู้ป่วยมารับการรักษา แต่ในบ้างครั้ง ถ้ามีคิวว่าง และเทคนิคการรักษาไม่ซับซ้อนมาก การฉายรังสีอาจเริ่มได้ในวันที่ผู้ป่วยพบแพทย์ครั้งแรก


การรักษาโรคมะเร็ง ใช้รังสีวิธีเดียวได้ไหม?

การรักษาโรคมะเร็ง จะใช้วิธีการใดวิธีเดียว หรือจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น รังสีรักษาร่วมกับการผ่าตัด หรือ ร่วมกับยาเคมีบำบัด หรือ ร่วมกับทั้งผ่าตัดและยาเคมี ทั้งนี้ ขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ซึ่งแพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้ให้คำแนะนำ  ข้อบ่งชี้ที่สำคัญ เช่น ระยะโรค ชนิดของเซลล์มะเร็ง สุขภาพของผู้ป่วย อายุของผู้ป่วย และการที่ผู้ป่วยมีโรคอื่นๆที่เป็นข้อจำกัดในการรักษาโรคมะเร็ง 


รังสีรักษา คือ การฉายแสงใช่ไหม?

รังสีรักษา มีทั้งการฉายแสง/ฉายรังสี ซึ่งเป็นการรักษาส่วนใหญ่ ที่สามารถใช้ได้ในทุกโรค ทุกระยะของโรค และ ในผู้ป่วยทุกอายุ  การใส่แร่ ซึ่งใช้รักษาได้เฉพาะโรคมะเร็งบางชนิด บางระยะโรค บางอายุ และ การ กิน ดื่ม หรือ ฉีดยา น้ำแร่รังสี (ในปัจจุบัน เรียกว่า การรักษาทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์)


 

การฉายรังสี กับการฉายแสงเหมือนกันไหม?

การฉายรังสี ก็คือการฉายแสง เป็นอย่างเดียวกัน แต่คนทั่วไปมักเรียกว่า การฉายแสง