โรคมะเร็ง คือ โรคอะไร?

โรคมะเร็ง คือ โรคเรื้อรังโรคหนึ่ง เป็นโรคที่รักษายาก วิธีการรักษายุ่งยากซับซ้อน หายยาก เป็นโรคเกิดจากเซลล์ในร่างกายเกิดการเจริญเติบโตผิดปรกติ ร่างกายควบคุมไม่ได้ เซลล์ผิดปรกติเหล่านี้ จึงลุกลามเข้าไปแทนที่เซลล์ปรกติต่างๆ ลุกลามแพร่กระจายได้ทั่วร่างกาย จนเซลล์/เนื้อเยื่อ/ อวัยวะปรกติทำงานไม่ได้ เกิดการล้มเหลวของการทำงานของอวัยวะที่มีโรคมะเร็งอยู่ และผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด


โรคมะเร็งเกิดจากสาเหตุอะไร?

โรคมะเร็งเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน แต่ในเริ่มต้น ต้องมีความผิดปรกติทางพันธุกรรมก่อน มักเป็นพันธุกรรมชนิดไม่ถ่ายทอด  โดยเกิดผิดปรกติขึ้นเองตามธรรมชาติของบุคคลนั้น และเซลล์ที่มีพันธุกรรมผิดปรกติเหล่านี้ ถูกกระตุ้นให้เกิดการเจริญผิดปรกติ อาจจากหลายๆสาเหตุ เช่น สารเคมีต่างๆที่ปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม สิ่งแวดล้อม ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี หรือ สารให้รังสีต่างๆที่ปนเปื้อนในอากาศ หรือ ยาบางชนิด หรือ อาหารบางชนิด  บุหรี่ เหล้า อายุที่มากขึ้น  และ อีกหลายๆอย่างที่เรายังไม่ทราบ


ป้องกันโรคมะเร็งได้ไหม?

ไม่สามารถป้องกันโรคมะเร็งได้เต็มร้อย แต่ อาจลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆลงได้บ้าง เช่น

  • ไม่สูบบุหรี่
  • ไม่ดื่มเหล้า
  • รับประทานแต่อาหารมีประโยชน์ ในปริมาณพอเหมาะ
  • ลดอาหารไขมัน แป้ง และเนื้อแดง (เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม)
  • บริโภคผัก ผลไม้ตามฤดูกาลให้มาก
  • ไม่บริโภคอาหารทอด ปิ้งย่าง จนเกรียม ปริมาณมาก บ่อย เป็นประจำ
  • ป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วน
  • ออกกำลังกายให้พอดี พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ใช้ หรือ รับประทานฮอร์โมน เฉพาะตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  • ไม่สำส่อนทางเพศ
  • ไม่เครียด หรือ กังวลจนเกินเหตุ
  • ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ ๔-๘ แก้ว

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคมะเร็ง

จะรู้ได้ว่าเป็นโรคมะเร็ง 2 วิธีหลัก คือ

  • วิธีที่ 1   ตรวจหาโรคมะเร็งตั้งแต่ยังไม่มีอาการ(ตรวจคัดกรอง) มีโรคมะเร็งบางชนิดที่เกิดบ่อย สามารตรวจคัดกรองได้  ถ้าสนใจ ควรปรึกษาแพทย์
  • วิธีที่ 2  ต้องคอยสังเกตอาการตนเอง ถ้าพบผิดปรกติไปจากที่เคยเป็น ควรรีบปรึกษาแพทย์

อาการผิดปรกติอะไรบ้างที่เป็นอาการของโรคมะเร็ง?

โดยทั่วไป ไม่มีอาการเฉพาะของโรคมะเร็ง มักเป็นอาการคล้ายคลึงกับโรคอื่นทั่วไป แพทย์ต้องใช้การตรวจวินิจฉัยแยกจากโรคอื่นๆ การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งจึงเป็นการตรวจที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และใช้เวลา ไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นโรคมะเร็งจากการพบแพทย์เพียงครั้งเดียว

อาการที่อาจเป็นโรคมะเร็งได้ เช่น

  • มีก้อนเนื้อโตเร็ว
  • มีแผลเรื้อรัง
  • มีตกขาว อาจมีกลิ่นเหม็น
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่ใช่ประจำเดือน
  • มีประจำเดือนผิดปรกติไปจากเดิมที่เคยเป็น
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด หลังหมดประจำเดือนแล้ว
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดภายหลังกินยาบางชนิด
  • อุจจาระเป็นมูกเลือด หรือ เป็นเลือด
  • ปัสสาวะเป็นเลือด
  • มีไข้ เป็นๆหายๆ หาสาเหตุไข้ไม่ได้
  • มีจ้ำห้อเลือด หรือ จุดเลือดออกตามตัว
  • มีเลือดออกง่ายผิดปรกติ
  • ไอเรื้อรัง
  • ไอเป็นเลือด
  • น้ำลายปนเลือด
  • เสมหะปนเลือด
  • น้ำมูกปนเลือด
  • น้ำนมปนเลือด
  • เสียงแหบ หาสาเหตุไม่ได้ เสียงแหบจากเป็นหวัดไม่ดีขึ้นใน ๒-๓ สัปดาห์ หลังหายหวัด
  • หายใจมีกลิ่นเหม็น
  • กลืนน้ำ อาหาร  ติด เจ็บ
  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • ปวดหลังรุนแรง
  • ชัก โดยไม่เคยชักมาก่อน
  • แขน/ขาอ่อนแรง

ถ้าสงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งจะทำอย่างไร?

ขั้นแรกควรไปพบแพทย์ทั่วไป เพื่อขอคำปรึกษา โดยแจ้งอาการและให้แพทย์ทราบว่า กลัวเป็นโรคมะเร็ง ภายหลังการสอบถามอาการ และตรวจร่างกายแล้ว แพทย์จะสามารถแนะนำได้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป เช่น ตรวจเพิ่มเติม ด้วยเอกซเรย์ หรือควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางสาขาไหน โรงพยาบาลไหน  เป็นต้น


แพทย์จะทราบได้อย่างไรว่า ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง?

แพทย์จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง โดย มีขั้นตอนต่างๆ  ดังนี้

  • สอบถาม อาการ ประวัติการเป็นโรคอื่น การรักษาในอดีต  และตรวจร่างกายผู้ป่วย
  • ถ้าจากตรวจร่างกายพบก้อนเนื้อหรือแผลเรื้อรังในตำแหน่งที่ดูดเจาะตรวจ เซลล์ หรือ ตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจพิสูจน์มะเร็งได้เลยที่หน่วยตรวจผู้ป่วยนอก แพทย์จะทำการตรวจดังกล่าว และส่งเซลล์หรือชิ้นเนื้อให้พยาธิแพทย์ตรวจพิสูจน์ว่าเป็นเซลล์/เนื้อเยื่อ มะเร็ง หรือไม่ และนัดผู้ป่วยฟังผลตรวจ ซึ่งอาจใช้เวลาต่างๆกันแต่ละโรงพยาบาล ขึ้นกับจำนวนผู้ป่วยและจำนวนพยาธิแพทย์
  • แต่บ่อยครั้งที่ตรวจร่างกายธรรมดาไม่พบโรค แพทย์จึงต้องตรวจพิเศษอื่นเพิ่มเติมตามอาการของผู้ป่วย เช่น การตรวจเอกซเรย์ธรรมดา เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการตรวจ เอม อาร์ ไอ (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) หรือ การส่องกล้องต่างๆ  ซึ่งขึ้นกับว่าเป็นโรคของอวัยวะใด  และต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง  เมื่อพบโรค จะมีการปรึกษา ศัลยแพทย์ หรือ แพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเพื่อนัดตรวจ โดยการตัดชิ้นเนื้อหรือเจาะดูดเซลล์ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ต้องใช้เวลา การนัดตรวจ และระยะเวลาขึ้นกับจำนวนผู้ป่วย และจำนวนแพทย์ พยาบาลเฉพาะทางเหล่านั้น
  • ในระหว่างนี้ อาจมีการตรวจเลือด ปัสสาวะ หรือ การตรวจอื่นๆเพิ่มเติม ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
  • การตรวจต่างๆ ในผู้ป่วยแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นกับอาการ อวัยวะที่เป็นโรค  หรือแพทย์สงสัยว่ามีโรคอื่นๆร่วมด้วย หรือไม่
  • เมื่อทราบผลชิ้นเนื้อแล้ว ส่วนใหญ่มักวินิจฉัยได้เลยว่าเป็นโรคมะเร็ง หรือไม่ แต่ส่วนน้อย ในบางคนอาจต้องตัดชิ้นเนื้อ หรือ ดูดเจาะตรวจเซลล์เพื่อตรวจเพิ่มเติม หรือ ตรวจซ้ำเพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน
  • เมื่อผลชิ้นเนื้อ หรือผลตรวจเซลล์ยืนยันว่าเป็นมะเร็ง  แพทย์ยังไม่สามารถให้การรักษาโรคได้ต้องมีการตรวจอื่นเพิ่มเติมอีก เพื่อให้ทราบระยะของโรคมะเร็ง  การตรวจโรคร่วมอื่นๆ ตรวจสุขภาพอื่นๆของผู้ป่วย เพราะวิธีการรักษาจะขึ้นกับปัจจัยเหล่านี้
  • เมื่อทราบว่าเป็นโรคมะเร็งชนิดไหน ระยะโรคเท่าไร สุขภาพผู้ป่วยเป็นอย่างไร แพทย์จึงร่วมกับผู้ป่วยและญาติสายตรงของผู้ป่วย พุดคุยเรื่องวิธีรักษา ผลข้างเคียง และผลการรักษา

โรคมะเร็ง มีกี่ระยะ?

โรคมะเร็งแต่ละชนิด มีระยะโรคแตกต่างกัน เพราะธรรมชาติของโรคไม่เหมือนกัน แต่โดยทั่วไป เพื่อให้คนที่ไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็งเข้าใจได้ง่าย แบ่งโรคมะเร็งเป็น 4 ระยะ คือ

  • ระยะที่ 1  ก้อนหรือแผลมะเร็งขนาดเล็ก เป็นอยู่เฉพาะในจุดเริ่มต้น ยังไม่ลุกลาม แพร่กระจาย
  • ระยะที่ 2 ก้อนหรือแผลมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น แต่ลุกลามไม่มาก
  • ระยะที่ 3 ก้อนหรือแผลมะเร็งมีขนาดใหญ่ ลุกลามเข้าอวัยวะ/เนื้อเยื่อข้างเคียง ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง
  • ระยะที่ 4  โรค/แผลมะเร็งลุกลามมาก เข้าอวัยวะข้างเคียงมาก ต่อมน้ำเหลืองโตมาก หรือ เข้าต่อมน้ำเหลืองหลายต่อม หรือ แพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลือง หรือ อวัยวะที่อยู่ห่างไกลจากจุดกำเนิดของโรคมะเร็ง เช่น แพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้า  เข้าปอด  เข้าตับ เข้ากระดูก หรือสมอง

ทำไมต้องรู้ระยะโรค ถึงจะรักษาโรคได้?

ที่ต้องรู้ระยะโรคมะเร็ง เพราะการรักษาโรคมะเร็งจะแตกต่างกันตามระยะของโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเร็งปอดระยะที่ 1 อาจใช้ผ่าตัดวิธีเดียว ระยะที่ 2 ใช้ผ่าตัดและยาเคมี  ระยะที่ 3 อาจใช้ผ่าตัด ยาเคมี และรังสีรักษา  หรือยาเคมีกับรังสีรักษา ถ้าผ่าตัดไม่ได้ เป็นต้น


เนื้องอกมะเร็งต่างจากเนื้องอกธรรมดาอย่างไร?

โรคมะเร็ง/เนื้องอกมะเร็ง ต่างจากเนื้องอก/แผลธรรมดา ดังนี้ คือ

  • เนื้องอกมะเร็งโตเร็ว แผลลุกลามเร็ว ขณะที่เนื้องอกธรรมดาโตช้า แผลไม่ลุกลามมาก
  • เนื้องอกมะเร็งลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง ขณะที่เนื้องอกธรรมดาไม่ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะอื่น แต่ถ้าหากก้อนเนื้อโตมาก จะเพียงกด/เบียด/ทับเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียงเท่านั้น
  • เนื้องอก/แผลมะเร็งมะเร็งลุกลาม/แพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลืองได้  แต่เนื้องอกธรรมดาไม่มีการลุกลามแพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลือง และ
  • เนื้องอกมะเร็ง/แผลมะเร็งแพร่กระจายเข้าอวัยวะอื่น โดยแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด  แต่เนื้องอกธรรมดา จะเป็นอยู่เฉพาะจุด ไม่แพร่กระจายเข้ากระแสเลือด

โรคมะเร็งแพร่กระจายทางเลือดไปเข้าอวัยวะอะไรได้บ้าง?

โรคมะเร็งแพร่กระจายทางกระแสเลือด/กระแสโลหิต ไปได้ทั่วร่างกายทุกๆอวัยวะ ทุกๆเนื้อเยื่อ ทุกๆชิ้นกระดูก แต่ที่มักทำให้เกิดอาการมาก และเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต เพราะอวัยวะที่มีโรคมะเร็งแพร่กระจายล้มเหลว ทำงานไม่ได้ คือ ปอด ตับ สมอง กระดูก ไขสันหลัง หรือ ก้อนมะเร็งกด/เบียดทับ ลุกลามเข้า อวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ไต หลอดไต เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะไตวาย


โรคมะเร็งมีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง?

โรคมะเร็ง มีวิธีรักษาหลัก คือ การผ่าตัด  รังสีรักษา และยาเคมีบำบัด  นอกจากนี้ ในโรคมะเร็งบางชนิด ถ้าธรรมชาติของโรคตอบสนองต่อฮอร์โมน จะใช้ฮอร์โมนร่วมรักษาด้วย เช่น โรคมะเร็งเต้านม และ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
ในปัจจุบัน มีการใช้ยา เรียกว่า ยารักษาตรงเป้า (targeted therapy) คือ ยาที่หยุดยั้งขั้นตอนในการเกิดโรคมะเร็ง (ยาเคมีบำบัด ใช้ฆ่าเซลล์มะเร็ง) แต่ยาชนิดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษา และ ยายังมีราคาแพงมหาศาล แต่ได้มีแพทย์นำมาใช้แล้วในบ้านเราในการรักษาโรคมะเร็งระยะรุนแรงบางโรค  เช่น โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปอด และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
นอกจากนี้ ยังมีวิธีการอื่นๆอีก ซึ่งปัจจุบันใช้รักษาโรคมะเร็งโรคเลือดบางชนิด  คือ การปลูกถ่ายไขกระดูก หรือ สเต็มเซลล์ (stem cell ) ส่วนการใช้วิธีการนี้ ในการรักษาโรคมะเร็งอื่นๆ ยังอยู่ในการศึกษา และการรักษาทางพันธุกรรม(gene therapy) เป็นอีกวิธีการที่กำลังมีการศึกษา


เป็นโรคมะเร็งแล้วมีโอกาสรักษาหายไหม?

การรักษาโรคมะเร็ง มีโอกาสรักษาได้หายขาด แต่ทั้งนี้ขึ้นกับหลายปัจจัยสำคัญ คือ ระยะโรค ชนิดของเซลล์มะเร็ง หรือ ธรรมชาติของโรคมะเร็ง ว่าเป็นโรคมะเร็งชนิดความรุนแรงสูง หรือ ความรุนแรงโรคต่ำ สุขภาพผู้ป่วย อายุ (ผู้ป่วยสูงอายุมักทนการรักษาไม่ไหว)  และการมีโรคร่วมอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการรักษาโรคมะเร็ง ทั้งผ่าตัด ยาเคมี หรือ รังสี


ถ้าร่างกายแข็งแรง และรักษาเต็มที่ เป็นมะเร็งแล้วมีโอกาสหายกี่เปอร์เซ็นต์?

ถ้าสุขภาพร่างกายแข็งแรง และรับการรักษาได้ครบถ้วนตามแพทย์แนะนำ  มีโอกาสหายขาด โดยประมาณ  ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของเซลล์มะเร็ง และสุขภาพของผู้ป่วยด้วย  ดังนี้

  • โรคระยะที่ 1   มีโอกาสรักษาหายขาด ประมาณร้อยละ 70-90
  • โรคระยะที่ 2   มีโอกาสหายขาดประมาณ ร้อยละ 50-80
  • โรคระยะที่ 3   มีโอกาสหายขาด ประมาณ ร้อยละ 20-50
  • โรคระยะที่ 4   ระยะที่ยังไม่แพร่กระจายเข้ากระแสเลือด มีโอกาสหายขาด ประมาณ ร้อยละ 20-30
  • โรคระยะที่ 4  ระยะที่โรคแพร่กระจายเข้ากระแสเลือดแล้ว มักไม่มีโอกาสหาย โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้ ประมาณ 3 เดือน – 2 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับสุขภาพของผู้ป่วย ชนิดเซลล์มะเร็ง และการมีโรคแพร่กระจายไปหลายอวัยวะหรือไม่

อัตราอยู่รอด ที่ 5 ปี หมายความว่าอย่างไร?

การที่แพทย์บอกว่ามีโอกาสหายขาด ทางการแพทย์หมายถึง ภายหลังรักษาครบถ้วน และตรวจไม่พบเซลล์/เนื้อเยื่อ/ก้อนมะเร็งแล้ว ผู้ป่วยมีโอกาสอยู่รอดได้จนถึง 5 ปี  คิดเป็นร้อยละเท่าไร ทั้งนี้เพราะ ถ้าสามารถอยู่รอดได้ถึง ๕ ปี โอกาสที่โรคมะเร็งจะย้อนกลับเป็นซ้ำมีประมาณร้อยละ 5-10  ทางการแพทย์จึงยอมรับว่าเป็นโอกาสหายขาดจากโรค เพราะโดยทั่วไป เมื่อรักษาครบถ้วนแล้ว  ถ้าจะมีการย้อนกลับเป็นซ้ำ  มักพบเกิดได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน – 3 ปี หลังการรักษาครบ