ยาฮอร์โมนรักษาโรคมะเร็งได้อย่างไร?

ยาฮอร์โมนรักษาโรคมะเร็งได้ เฉพาะในโรคมะเร็งที่มีธรรมชาติของโรคตอบสนองต่อยาฮอร์โมนเท่านั้น โดยทั่วไปจะใช้ร่วมกับวิธีการรักษาอื่นๆ  เช่น การผ่าตัด  ยาเคมีบำบัด และ รังสีรักษา ยาฮอร์โมนรักษาโรคมะเร็งได้ ทั้งเพื่อการรักษาหายขาด และการรักษาแบบประคับประคอง  โดยยาฮอร์โมนจะช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง แต่มักไม่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้


ทราบได้อย่างไรว่า  โรคมะเร็งชนิดใดมีธรรมชาติของโรคตอบสนองต่อยาฮอร์โมน?

แพทย์ทราบได้ว่า โรคมะเร็งชนิดใดมีธรรมชาติของโรคสัมพันธ์กับฮอร์โมน โดยการศึกษาธรรมชาติของโรคมะเร็งชนิดต่างๆ และการตรวจพิเศษ ซึ่งมักเป็นการตรวจจากเนื้อเยื่อมะเร็ง เพื่อการวินิจฉัยว่าโรคมะเร็งตอบสนองต่อยาฮอร์โมนหรือไม่

ในปัจจุบัน โรคมะเร็งที่มีธรรมชาติของโรคสัมพันธ์กับฮอร์โมน ได้แก่ โรคมะเร็งเต้านม  โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก  และโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก  แต่โรคมะเร็งที่มีธรรมชาติของโรคสัมพันธ์กับฮอร์โมนเหล่านี้ จะมีลักษณะโรคเป็น 2 แบบ คือ แบบตอบสนองต่อยาฮอร์โมน และแบบไม่ตอบสนองต่อยาฮอร์โมน และจะใช้รักษาด้วยยาฮอร์โมนได้ผลเฉพาะในกลุ่มโรคที่ตอบสนองต่อยาฮอร์โมนเท่า นั้น


จะทราบได้อย่างไรว่า โรคมะเร็งตอบสนองต่อยาฮอร์โมน?

แพทย์จะทราบได้ว่า โรคมะเร็งตอบสนองต่อยาฮอร์โมนหรือไม่ ด้วยการตรวจเซลล์/เนื้อเยื่อมะเร็งทางพยาธิวิทยา เรียกว่า การตรวจหา hormone receptors  เมื่อผลการตรวจระบุว่า เป็นมะเร็งชนิดชนิดตอบสนองต่อยาฮอร์โมน แพทย์จึงจะให้การรักษาด้วยยาฮอร์โมน


การรักษาด้วยยาฮอร์โมน มีผลข้างเคียงไหม?

ยาฮอร์โมนมีผลข้างเคียงได้ แต่เป็นผลข้างเคียงที่มีความรุนแรงน้อยกว่ารังสีรักษา และยาเคมีบำบัดมาก  ดังนั้นในผู้ป่วยสุขภาพไม่ดี หรือในผู้ป่วยสูงอายุ ซึ่งการรักษาหวังผลเพียงการประคับประคอง ถ้าเป็นโรคมะเร็งที่ตอบสนองได้ดีด้วยยาฮอร์โมน แพทย์มักเลือกรักษาด้วยยาฮอร์โมน


ผลข้างเคียงจากยาฮอร์โมน มีอะไรได้บ้าง?

ผลข้างเคียงจากยาฮอร์โมน จะแตกต่างกัน ขึ้นกับชนิดของยาฮอร์โมน โดยแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้ให้คำแนะนำก่อนการให้ยา แต่ถ้าผู้ป่วยยังมีข้อสงสัย ควรสอบถามจากแพทย์ผู้ให้การรักษา


การรักษาด้วยยาฮอร์โมน มีวิธีการอย่างไรบ้าง?

การรักษาด้วยยาฮอร์โมน มีทั้งการรับประทาน  การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ  การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง หรือ การพ่นทางจมูก  ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของยา อย่างไรก็ตาม  การรักษาโดยการผ่าตัดเอาอวัยวะที่สร้างฮอร์โมนออกไป เช่น การผ่าตัดรังไข่ในโรคมะเร็งเต้านม หรือ ผ่าตัดลูกอัณฑะในโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก  จัดเป็นการรักษาด้วยฮอร์โมนวิธีการหนึ่ง แต่ไม่ใช่จากยาฮอร์โมน


การรักษาด้วยยาฮอร์โมนใช้ระยะเวลานานเท่าไร?
การรักษาด้วยยาฮอร์โมนจะใช้ระยะเวลานานแค่ไหน ขึ้นกับชนิดของโรคมะเร็ง  ชนิดของยาฮอร์โมน และผลข้างเคียงจากยาฮอร์โมน ทั้งนี้ได้จากการศึกษาทางการแพทย์ และอาการของผู้ป่วย  แพทย์ผู้รักษาไม่สามารถกำหนดได้เอง


ถ้าได้รับการรักษาด้วยยาฮอร์โมน ควรดูแลตนเองอย่างไร?

ถ้าได้รับการรักษาด้วยยาฮอร์โมน ผู้ป่วยต้องจำให้ได้แม่นยำว่า ต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเท่าไร  ต้องบริโภคยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์แนะนำ ไม่ควรขาดยา ควรมียาสำรองไว้บ้าง เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจมีความจำเป็นมาพบแพทย์ไม่ได้ตามนัด ควรบริโภคยาให้ตรงเวลา และเป็นเวลาใกล้เคียงกันในทุกๆวัน เช่น ถ้าบริโภคตอนเช้า ก็ควรบริโภคยาตอนเช้าทุกวัน จะช่วยให้ยามีประสิทธิภาพดีขึ้น อีกประการ ควรระมัดระวังไม่บริโภคฮอร์โมนจากแหล่งอื่น เช่น จากเครื่องสำอาง หรือ โดยเฉพาะจากอาหาร เพราะอาจมีผลต้านยาฮอร์โมนที่รักษาอยู่ได้ เช่น การบริโภคนมถั่วเหลืองเป็นประจำในขณะได้รับยาฮอร์โมนรักษาโรคมะเร็งเต้านม ทั้งนี้เพราะในถัวเหลือง มีฮอร์โมนพืช เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) เป็นต้นยาฮอร์โมนรักษาโรคมะเร็งได้อย่างไร?

ยาฮอร์โมนรักษาโรคมะเร็งได้ เฉพาะในโรคมะเร็งที่มีธรรมชาติของโรคตอบสนองต่อยาฮอร์โมนเท่านั้น โดยทั่วไปจะใช้ร่วมกับวิธีการรักษาอื่นๆ  เช่น การผ่าตัด  ยาเคมีบำบัด และ รังสีรักษา ยาฮอร์โมนรักษาโรคมะเร็งได้ ทั้งเพื่อการรักษาหายขาด และการรักษาแบบประคับประคอง  โดยยาฮอร์โมนจะช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง แต่มักไม่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้


ทราบได้อย่างไรว่า  โรคมะเร็งชนิดใดมีธรรมชาติของโรคตอบสนองต่อยาฮอร์โมน?

แพทย์ทราบได้ว่า โรคมะเร็งชนิดใดมีธรรมชาติของโรคสัมพันธ์กับฮอร์โมน โดยการศึกษาธรรมชาติของโรคมะเร็งชนิดต่างๆ และการตรวจพิเศษ ซึ่งมักเป็นการตรวจจากเนื้อเยื่อมะเร็ง เพื่อการวินิจฉัยว่าโรคมะเร็งตอบสนองต่อยาฮอร์โมนหรือไม่

ในปัจจุบัน โรคมะเร็งที่มีธรรมชาติของโรคสัมพันธ์กับฮอร์โมน ได้แก่ โรคมะเร็งเต้านม  โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก  และโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก  แต่โรคมะเร็งที่มีธรรมชาติของโรคสัมพันธ์กับฮอร์โมนเหล่านี้ จะมีลักษณะโรคเป็น 2 แบบ คือ แบบตอบสนองต่อยาฮอร์โมน และแบบไม่ตอบสนองต่อยาฮอร์โมน และจะใช้รักษาด้วยยาฮอร์โมนได้ผลเฉพาะในกลุ่มโรคที่ตอบสนองต่อยาฮอร์โมนเท่า นั้น


จะทราบได้อย่างไรว่า โรคมะเร็งตอบสนองต่อยาฮอร์โมน?

แพทย์จะทราบได้ว่า โรคมะเร็งตอบสนองต่อยาฮอร์โมนหรือไม่ ด้วยการตรวจเซลล์/เนื้อเยื่อมะเร็งทางพยาธิวิทยา เรียกว่า การตรวจหา hormone receptors  เมื่อผลการตรวจระบุว่า เป็นมะเร็งชนิดชนิดตอบสนองต่อยาฮอร์โมน แพทย์จึงจะให้การรักษาด้วยยาฮอร์โมน


การรักษาด้วยยาฮอร์โมน มีผลข้างเคียงไหม?

ยาฮอร์โมนมีผลข้างเคียงได้ แต่เป็นผลข้างเคียงที่มีความรุนแรงน้อยกว่ารังสีรักษา และยาเคมีบำบัดมาก  ดังนั้นในผู้ป่วยสุขภาพไม่ดี หรือในผู้ป่วยสูงอายุ ซึ่งการรักษาหวังผลเพียงการประคับประคอง ถ้าเป็นโรคมะเร็งที่ตอบสนองได้ดีด้วยยาฮอร์โมน แพทย์มักเลือกรักษาด้วยยาฮอร์โมน


ผลข้างเคียงจากยาฮอร์โมน มีอะไรได้บ้าง?

ผลข้างเคียงจากยาฮอร์โมน จะแตกต่างกัน ขึ้นกับชนิดของยาฮอร์โมน โดยแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้ให้คำแนะนำก่อนการให้ยา แต่ถ้าผู้ป่วยยังมีข้อสงสัย ควรสอบถามจากแพทย์ผู้ให้การรักษา


การรักษาด้วยยาฮอร์โมน มีวิธีการอย่างไรบ้าง?

การรักษาด้วยยาฮอร์โมน มีทั้งการรับประทาน  การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ  การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง หรือ การพ่นทางจมูก  ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของยา อย่างไรก็ตาม  การรักษาโดยการผ่าตัดเอาอวัยวะที่สร้างฮอร์โมนออกไป เช่น การผ่าตัดรังไข่ในโรคมะเร็งเต้านม หรือ ผ่าตัดลูกอัณฑะในโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก  จัดเป็นการรักษาด้วยฮอร์โมนวิธีการหนึ่ง แต่ไม่ใช่จากยาฮอร์โมน


การรักษาด้วยยาฮอร์โมนใช้ระยะเวลานานเท่าไร?
การรักษาด้วยยาฮอร์โมนจะใช้ระยะเวลานานแค่ไหน ขึ้นกับชนิดของโรคมะเร็ง  ชนิดของยาฮอร์โมน และผลข้างเคียงจากยาฮอร์โมน ทั้งนี้ได้จากการศึกษาทางการแพทย์ และอาการของผู้ป่วย  แพทย์ผู้รักษาไม่สามารถกำหนดได้เอง


ถ้าได้รับการรักษาด้วยยาฮอร์โมน ควรดูแลตนเองอย่างไร?

ถ้าได้รับการรักษาด้วยยาฮอร์โมน ผู้ป่วยต้องจำให้ได้แม่นยำว่า ต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเท่าไร  ต้องบริโภคยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์แนะนำ ไม่ควรขาดยา ควรมียาสำรองไว้บ้าง เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจมีความจำเป็นมาพบแพทย์ไม่ได้ตามนัด ควรบริโภคยาให้ตรงเวลา และเป็นเวลาใกล้เคียงกันในทุกๆวัน เช่น ถ้าบริโภคตอนเช้า ก็ควรบริโภคยาตอนเช้าทุกวัน จะช่วยให้ยามีประสิทธิภาพดีขึ้น อีกประการ ควรระมัดระวังไม่บริโภคฮอร์โมนจากแหล่งอื่น เช่น จากเครื่องสำอาง หรือ โดยเฉพาะจากอาหาร เพราะอาจมีผลต้านยาฮอร์โมนที่รักษาอยู่ได้ เช่น การบริโภคนมถั่วเหลืองเป็นประจำในขณะได้รับยาฮอร์โมนรักษาโรคมะเร็งเต้านม ทั้งนี้เพราะในถัวเหลือง มีฮอร์โมนพืช เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) เป็นต้น