วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้จริงไหม?

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เป็นวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกัน/ต้านทานการติดเชื้อไวัสเฮชพีวี (HPV) ของปากมดลูก (จากการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์สำส่อน) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูกแต่วัคซีนป้องกันมะเร็ง ปากมดลูกในขณะนี้  ป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้เพียงประมาณร้อยละ ๗๐   ทั้งนี้เพราะเชื้อไวรัสเฮชพีวี มีหลากหลายสายพันธ์ย่อย  แต่วัคซีนในขณะนี้ สามารถป้องกันได้เฉพาะสาเหตุจาก ๒ สายพันธ์หลักที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น

อนึ่ง ในปัจจุบัน ยังเป็นการให้วัคซีนเฉพาะในผู้หญิงเท่านั้น ส่วนการให้วัคซีนชนิดนี้ในผู้ชายยังอยู่ในการศึกษา


ใครบ้างควรได้รับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก?

จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่ได้ประโยชน์จากวัคซีน คือ ผู้ได้รับวัคซีนก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของชีวิต ดังนั้นในสหรัฐอเมริกา จึงแนะนำให้วัคซีนในเด็กหญิงช่วงอายุ ๙-๑๒ ปี เพราะในสหรัฐอเมริกา จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงมักมีเพศสัมพันธ์เริ่มเมื่ออายุประมาณ ๑๓ ปี (ยังไม่มีการศึกษาเรื่องนี้ในบ้านเรา) แต่ในผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ในช่วงอายุ ๑๓-๒๖ ปีสามารถรับวัคซีนได้  แต่โอกาสป้องกันมะเร็งปากมดลูกอาจลดลง ส่วนผลของวัคซีนในผู้หญิงกลุ่ม/อายุอื่นๆ ยังอยู่ในการศึกษา


วิธีการให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกทำอย่างไร?

วิธี การให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกชนิดในปัจจุบัน คือการฉีดเข้ากล้าม ต้องฉีดทั้งหมด ๓ เข็ม ในระยะเวลา ๖ เดือน โดยเข็มที่ ๒ ฉีดภายใน ๑-๓ เดือนหลังฉีดเข็มแรก และเข็มที่ ๓ ฉีดเมื่อครบ ๖ เดือนนับจากการฉีดเข็มแรก


วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกต้องให้วัคซีนกระตุ้นซ้ำบ่อยไหม?

ขณะนี้กำลังมีการศึกษาว่า การฉีดวัคซีนครบ ๓ ครั้งแล้ว จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน/ต้านทานโรคมะเร็งปากมดลูกได้นานเท่าไร และควรต้องมีการฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำหรือไม่?  อย่างไร? และเมื่อใด? แต่เท่าที่มีการศึกษาขณะนี้วัคซีนฯสามารถให้ภูมิคุ้มกัน/ต้านทานโรคได้อย่าง น้อย ๔ ปีนับจากหลังฉีดวัคซีนครบ ๓  เข็ม


วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกมีผลข้างเคียงไหม?

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก มีผลข้างเคียง/แทรกซ้อนเช่นเดียวกับวัคซีนในโรคอื่นๆ แต่โอกาสเกิดต่ำมาก และเป็นอาการไม่รุนแรง หายได้เอง เช่น อาการเจ็บ บวม คันในบริเวณที่ฉีด หรืออาการปวดศีรษะ มีไข้ต่ำๆ อาเจียน อ่อนเพลีย หรือมีผื่นคันขึ้นตามตัว แต่อาการรุนแรงที่อาจพบได้ คือการแพ้วัคซีน (โอกาสเกิดน้อยมาก) เกิดอาการช็อก และเสียชีวิตได้ ดังนั้นภายหลังได้รับวัคซีน แพทย์จึงให้ผู้ป่วยนอนพักก่อนประมาณ ๑๕-๓๐ นาที หลังจากนั้นจึงอนุญาตให้กลับบ้าน


เมื่อได้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว ยังตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอีกไหม?

ถึงแม้ได้รับวัคซีนแล้ว ทุกคนยังคงต้องได้รับการตรวจภายใน/ตรวจแป๊ปสเมียร์คัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกเป็นระยะๆ ตามแพทย์แนะนำ และต้องไม่มีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ  ซึ่งควรต้องจำให้ขึ้นใจว่า วัคซีนฯ ป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้เพียงร้อยละ ๗๐ เท่านั้น


ถ้าอยากได้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจะต้องทำอย่างไร?

เมื่อต้องการได้รับวัคซีน ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้วัคซีนยังมีราคาสูงมากเกินกว่าทุกคนจะเข้าถึงวัคซีนได้


ถ้าไม่ได้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก จะทำอย่างไร?

ในคนที่ไม่ได้วัคซีน ควรปฏิบัติ ดังนี้ คือ

  • ก่อนการแต่งงาน หรือเมื่อมีเพศสัมพันธ์แล้ว (ไม่ว่าจะอายุเท่าไร) หรือเมื่ออายุ ๒๕ ปี ควรต้องพบแพทย์เพื่อปรึกษาการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกทุกปี และตรวจซ้ำสม่ำเสมอทุกๆปี หรือตามแพทย์แนะนำ ซึ่งเมื่อตรวจพบมีการอักเสบเรื้อรังของปากมดลูก อันเป็นสาเหตุนำของการเกิดมะเร็ง แพทย์จะแนะนำการผ่าตัดปากมดลูก หรือการผ่าตัดมดลูก เป็นการป้องกันการกลายพันธ์ของเซลล์จากการอักเสบไปเป็นเซลล์มะเร็ง การตรวจแป๊ปสเมียร์ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมี ประสิทธิภาพ (นอกจากนั้นการตรวจแป๊ปสเมียร์ ยังเป็นการตรวจคัดกรองให้พบโรคมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มเป็นได้อย่างมี ประสิทธิภาพด้วย)
  • ต้องไม่สำส่อนทางเพศ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อไวรัสเฮชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งในการเกิดมะเร็งปากมดลูก
  • การใช้ถุงยางอนามัยของฝ่ายชาย ช่วยลดโอกาสติดเชื้อไวรัสเฮชพีวีได้ ถึงแม้จะให้ผลน้อยการได้รับวัคซีนก็ตาม

การปฏิบัติครบทั้ง ๓ วิธี  เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ทั้งในคนที่ไม่ได้รับวัคซีน และคนที่ได้วัคซีน ( เพราะวัคซีนเองป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณร้อยละ ๗๐ ดังกล่าวแล้ว)

ควรอ่านเพิ่มเติมเรื่อง การรักษามะเร็งปากมดลูก เพื่อได้ทราบถึงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้จริงไหม?

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เป็นวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกัน/ต้านทานการติดเชื้อไวัสเฮชพีวี (HPV) ของปากมดลูก (จากการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์สำส่อน) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูกแต่วัคซีนป้องกันมะเร็ง ปากมดลูกในขณะนี้  ป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้เพียงประมาณร้อยละ ๗๐   ทั้งนี้เพราะเชื้อไวรัสเฮชพีวี มีหลากหลายสายพันธ์ย่อย  แต่วัคซีนในขณะนี้ สามารถป้องกันได้เฉพาะสาเหตุจาก ๒ สายพันธ์หลักที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น

อนึ่ง ในปัจจุบัน ยังเป็นการให้วัคซีนเฉพาะในผู้หญิงเท่านั้น ส่วนการให้วัคซีนชนิดนี้ในผู้ชายยังอยู่ในการศึกษา


 

ใครบ้างควรได้รับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก? 

จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่ได้ประโยชน์จากวัคซีน คือ ผู้ได้รับวัคซีนก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของชีวิต ดังนั้นในสหรัฐอเมริกา จึงแนะนำให้วัคซีนในเด็กหญิงช่วงอายุ ๙-๑๒ ปี เพราะในสหรัฐอเมริกา จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงมักมีเพศสัมพันธ์เริ่มเมื่ออายุประมาณ ๑๓ ปี (ยังไม่มีการศึกษาเรื่องนี้ในบ้านเรา) แต่ในผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ในช่วงอายุ ๑๓-๒๖ ปีสามารถรับวัคซีนได้  แต่โอกาสป้องกันมะเร็งปากมดลูกอาจลดลง ส่วนผลของวัคซีนในผู้หญิงกลุ่ม/อายุอื่นๆ ยังอยู่ในการศึกษา


วิธีการให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกทำอย่างไร?

วิธี การให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกชนิดในปัจจุบัน คือการฉีดเข้ากล้าม ต้องฉีดทั้งหมด ๓ เข็ม ในระยะเวลา ๖ เดือน โดยเข็มที่ ๒ ฉีดภายใน ๑-๓ เดือนหลังฉีดเข็มแรก และเข็มที่ ๓ ฉีดเมื่อครบ ๖ เดือนนับจากการฉีดเข็มแรก 


วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกต้องให้วัคซีนกระตุ้นซ้ำบ่อยไหม?

ขณะนี้กำลังมีการศึกษาว่า การฉีดวัคซีนครบ ๓ ครั้งแล้ว จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน/ต้านทานโรคมะเร็งปากมดลูกได้นานเท่าไร และควรต้องมีการฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำหรือไม่?  อย่างไร? และเมื่อใด? แต่เท่าที่มีการศึกษาขณะนี้วัคซีนฯสามารถให้ภูมิคุ้มกัน/ต้านทานโรคได้อย่าง น้อย ๔ ปีนับจากหลังฉีดวัคซีนครบ ๓  เข็ม


วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกมีผลข้างเคียงไหม?

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก มีผลข้างเคียง/แทรกซ้อนเช่นเดียวกับวัคซีนในโรคอื่นๆ แต่โอกาสเกิดต่ำมาก และเป็นอาการไม่รุนแรง หายได้เอง เช่น อาการเจ็บ บวม คันในบริเวณที่ฉีด หรืออาการปวดศีรษะ มีไข้ต่ำๆ อาเจียน อ่อนเพลีย หรือมีผื่นคันขึ้นตามตัว แต่อาการรุนแรงที่อาจพบได้ คือการแพ้วัคซีน (โอกาสเกิดน้อยมาก) เกิดอาการช็อก และเสียชีวิตได้ ดังนั้นภายหลังได้รับวัคซีน แพทย์จึงให้ผู้ป่วยนอนพักก่อนประมาณ ๑๕-๓๐ นาที หลังจากนั้นจึงอนุญาตให้กลับบ้าน


เมื่อได้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว ยังตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอีกไหม?

ถึงแม้ได้รับวัคซีนแล้ว ทุกคนยังคงต้องได้รับการตรวจภายใน/ตรวจแป๊ปสเมียร์คัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกเป็นระยะๆ ตามแพทย์แนะนำ และต้องไม่มีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ  ซึ่งควรต้องจำให้ขึ้นใจว่า วัคซีนฯ ป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้เพียงร้อยละ ๗๐ เท่านั้น


ถ้าอยากได้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจะต้องทำอย่างไร?

เมื่อต้องการได้รับวัคซีน ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้วัคซีนยังมีราคาสูงมากเกินกว่าทุกคนจะเข้าถึงวัคซีนได้


ถ้าไม่ได้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก จะทำอย่างไร? 

ในคนที่ไม่ได้วัคซีน ควรปฏิบัติ ดังนี้ คือ

  • ก่อนการแต่งงาน หรือเมื่อมีเพศสัมพันธ์แล้ว (ไม่ว่าจะอายุเท่าไร) หรือเมื่ออายุ ๒๕ ปี ควรต้องพบแพทย์เพื่อปรึกษาการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกทุกปี และตรวจซ้ำสม่ำเสมอทุกๆปี หรือตามแพทย์แนะนำ ซึ่งเมื่อตรวจพบมีการอักเสบเรื้อรังของปากมดลูก อันเป็นสาเหตุนำของการเกิดมะเร็ง แพทย์จะแนะนำการผ่าตัดปากมดลูก หรือการผ่าตัดมดลูก เป็นการป้องกันการกลายพันธ์ของเซลล์จากการอักเสบไปเป็นเซลล์มะเร็ง การตรวจแป๊ปสเมียร์ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมี ประสิทธิภาพ (นอกจากนั้นการตรวจแป๊ปสเมียร์ ยังเป็นการตรวจคัดกรองให้พบโรคมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มเป็นได้อย่างมี ประสิทธิภาพด้วย)
  • ต้องไม่สำส่อนทางเพศ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อไวรัสเฮชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งในการเกิดมะเร็งปากมดลูก
  • การใช้ถุงยางอนามัยของฝ่ายชาย ช่วยลดโอกาสติดเชื้อไวรัสเฮชพีวีได้ ถึงแม้จะให้ผลน้อยการได้รับวัคซีนก็ตาม

การปฏิบัติครบทั้ง ๓ วิธี  เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ทั้งในคนที่ไม่ได้รับวัคซีน และคนที่ได้วัคซีน ( เพราะวัคซีนเองป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณร้อยละ ๗๐ ดังกล่าวแล้ว)

ควรอ่านเพิ่มเติมเรื่อง การรักษามะเร็งปากมดลูก เพื่อได้ทราบถึงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก