อุจจาระเป็นเลือด หรือ ลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษาเกิดได้อย่างไร?

อุจจาระเป็นเลือด หรือ ทวารหนัก และลำไส้ตรง(ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ที่ต่อกับทวารหนัก) อักเสบจากรังสีรักษา (radiation  proctitis)  เป็นผลข้างเคียง(ผลแทรกซ้อน)อย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากการฉาย รังสี และ/หรือ การใส่แร่รักษาโรคมะเร็งชนิดที่อยู่ในช่องท้องน้อย(อุ้งเชิงกราน ) เช่น มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งเยื่อบุมดลูก  มะเร็งต่อมลูกหมาก  มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ  มะเร็งลำไส้ตรง และมะเร็งทวารหนัก ทั้งนี้เพราะอวัยวะที่เกิดโรคมะเร็งเหล่านี้ เป็นอวัยวะที่อยู่ติดกับทวารหนัก/ลำไส้ตรง หรือ ตัวทวารหนัก/ลำไส้ตรงโดยตรง  ซึ่งโรคมะเร็งเหล่านี้ เป็นโรคมะเร็งที่ต้องใช้รังสีรักษาในปริมาณสูงจึงจะสามารถรักษาควบคุมโรคให้ หายได้  ดังนั้นเมื่ออวัยวะเหล่านี้ได้รับรังสีสูง ทวารหนัก/ลำไส้ตรงก็จะได้รับรังสีสูงตามไปด้วย  ซึ่งรังสีในปริมาณสูง จะก่อให้เกิดการอักเสบของทวารหนัก/ลำไส้ตรงส่วนที่ได้รับรังสี โดยการอักเสบของทวารหนัก/ลำไส้ตรงนี้ จะส่งผลให้เกิดแผลในทวารหนัก/ลำไส้ตรง  ซึ่งเมื่อแผลมีเลือดออก จึงก่อให้เกิดอาการอุจจาระเป็นเลือดทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบอักเสบ ที่เกิดในช่วงระยะเวลาระหว่างฉายรังสี ที่เกิดตั้งแต่ประมาณสัปดาห์ที่ 2-3 ของการรักษา เรียกว่า ลำไส้ตรงอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งการอักเสบจะค่อยๆดีขึ้นและหายเป็นปกติภายหลังครบรังสีแล้วประมาณ 4-8 สัปดาห์ ทั้งนี้เกิดจากเซลล์เยื่อบุทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบจากรังสี ซึ่งทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบเฉียบพลันนี้ อาจพบได้ในผู้ป่วยเกือบทุกราย  แต่เมื่อทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบเกิดกลังจากได้รังสีรักษาครบแล้ว ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เรียกว่า ทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบเรื้อรัง ซึ่งจะเกิดจากหลอดเลือดที่เลี้ยงทวารหนัก/ลำไส้ตรงเกิดการอักเสบเรื้อรัง จากรังสี  จึงส่งผลให้เลือดหล่อเลี้ยงทวารหนัก/ลำไส้ตรงลดลง  เซลล์เยื่อบุจึงเกิดการอักเสบและมีเซลล์ตายเกิดขึ้น จึงเกิดเป็นแผลเรื้อรัง ก่อให้เกิดอาการเลือดออก นอกจากนั้น  ผนังทวารหนัก/ลำไส้ตรงเองยังเกิดเป็นพังผืด ก่อให้เกิดภาวะลำไส้ตีบ  จึงก่ออาการอุจจาระลำบาก  ถ่ายเจ็บ เรื้อรัง และในผู้ป่วยที่อาการรุนแรง ผนังลำไส้จะบางลงกว่าปกติมาก รวมทั้งจากการเกิดแผล จึงอาจส่งผลให้ผนังลำไส้ทะลุ เกิดเป็นแผลเรื้อรังติดต่อระหว่างลำไส้กับอวัยวะข้างเคียง เช่น ช่องคลอด หรือ กระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้ มีอุจจาระปนออกมาในช่องคลอด  หรือ มีอุจจาระปนในปัสสาวะ ซึ่งลำไส้ตรงอักเสบเฉียบพลันนี้ มีโอกาสเกิดได้ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกรานทั้งหมด  และส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด มักเกิดหลังครบรังสีแล้ว 6 เดือน -2 ปี  แต่มีรายงานในผู้ป่วยบางคนอาจเกิดหลังครบรังสีแล้วนานถึง 5 ปี


ใครมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษา?

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษา คือ

  • ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เพราะในผู้สูงอายุ เซลล์ลำไส้ และหลอดเลือดมักเสื่อมตามอายุ การฟื้นฟูตัวภายหลังการบาดเจ็บจากรังสี จึงไม่ดี เซลล์จึงมีการอักเสบเรื้อรังได้ง่าย
  • ผู้ป่วยมีโรคจากการอักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่อ และหลอดเลือด หรือ มีโรคหลอดเลือดตีบแข็ง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เนื้อเยื่อ และหลอดเลือดลำไส้ใหญ่จึงอักเสบเรื้อรังได้ง่ายเมื่อได้รับรังสี
  • สูบบุหรี่ และ/หรือ ดื่มสุรา เพราะพิษจากทั้งสองชนิดส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย รวมทั้งหลอดเลือดและลำไส้ตรง จึงเสริมให้ลำไส้ตรงอักเสบเรื้อรังได้ง่ายขึ้น
  • ผู้ป่วยที่ต้องใช้รังสีรักษาในปริมาณสูง เช่น ผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ ผู้ป่วยในโรคระยะลุกลามรุนแรง เช่น ระยะที่ 3 และในผู้ป่วยที่มีการใส่แร่ร่วมกับฉายรังสี
  • ผู้ป่วยซึ่งได้เคมีบำบัดร่วมด้วย เพราะการให้เคมีบำบัดร่วมด้วยเพิ่มโอกาสเซลล์ลำไส้ตรงบาดเจ็บอักเสบให้มากขึ้น
  • ผู้ป่วยซึ่งได้รับการผ่าตัดร่วมด้วย เพราะการผ่าตัดทำให้เซลล์ลำไส้ตรงบาดเจ็บเพิ่มขึ้น และยังทำลายหลอดเลือดต่างๆเพิ่มขึ้น เซลล์ลำไส้ตรงจึงอักเสบได้ง่ายขึ้น
  • พันธุกรรมของผู้ป่วย ผู้ป่วยบางคนประมาณร้อยละ 5 จะมีพันธุกรรมที่ทำให้เซลล์ต่างๆรวมทั้งเซลล์ลำไส้ตรงไวต่อรังสีมากกว่าคน ปกติ เซลล์ลำไส้ตรงจึงอักเสบเรื้อรังได้ง่าย

ลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษามีอาการอย่างไรบ้าง?

อาการของลำไส้ตรงอักเสบเฉียบพลัน คือ อาการท้องเสีย ปวดเบ่งเมื่ออุจจาระ และปวดในบริเวณท้องน้อย แต่น้อยรายอาจมีอุจจาระเป็นมูกเลือดได้

อาการลำไส้ตรงอักเสบเรื้อรัง คือ อาการอุจจาระเป็นมูกเลือด หรือ เป็นเลือด เมื่ออาการไม่มาก  อาการอุจจาระเป็นเลือด จะนานๆเกิดครั้งหลังกินอาหารที่ก่อการระคายลำไส้ เช่น อาหารเผ็ด อาการรสจัด และอาหารรสเปรี้ยว  อาหารมีกากใยอาหารสูง  เช่น  ผักสด  และ/หรือ ผลไม้ดิบ หรือ เมื่อมีอาการรุนแรงปานกลาง อาการเลือดออกอาจเกิดเดือนละ 2-3 ครั้ง หรือ บ่อยกว่านี้ แต่เลือดออกแต่ละครั้งยังไม่มาก มักไม่มีอาการซีด ไม่ต้องให้เลือด หรือ ในผู้ป่วยที่มีอาการมาก เลือดอาจออกเกือบทุกครั้งของการอุจจาระ จึงทำให้เกิดภาวะซีด จำเป็นต้องให้เลือดเป็นครั้งคราว  และอาจรวมกับมีอาการปวดแน่นท้อง  ถ่ายอุจจาระลำบาก  ปวดเวลาถ่าย จากภาวะลำไส้เป็นแผลเรื้อรัง และตีบตัน  และเมื่อเป็นรุนแรงขึ้นไปอีก คือ ภาวะลำไส้เป็นแผลทะลุเข้าไปในเนื้อเยื่ออวัยวะใกล้เคียง


แพทย์วินิจฉัย ลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษาได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยภาวะลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษาได้จาก  อาการอุจจาระเป็นเลือด  มีประวัติได้รับรังสีรักษาบริเวณท้องน้อย(อุ้งเชิงกราน)  การตรวจทางทวารหนัก และในรายที่มีอาการรุนแรง คือ การส่องกล้องตรวจลำไส้ตรง  ซึ่งในบางครั้ง เพื่อแยกจากโรคมะเร็งลำไส้ แพทย์อาจต้องตัดชิ้นเนื้อจากแผลตรวจทางพยาธิวิทยา


รักษาลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษาอย่างไร?

การรักษาลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษาได้แก่ การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น กินยาบรรเทาอาการปวดเบ่ง  กินวิตามินเกลือแร่เสริมเมื่อมีอาการซีด กินยาฮอร์โมนเพื่อเพิ่มการฟื้นฟูเซลล์ การเหน็บยาทางทวารหนัก การส่วนทวารด้วยยาชนิดต่างๆ การส่องกล้องเพื่อจี้แผลเลือดออกด้วยแสงเลเซอร์ หรือด้วยยาบางชนิด  การสูดดมออกซิเจนความดันสูงเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้กับเซลล์เพื่อการฟื้นฟู เซลล์ การให้ยาบางชนิดเข้าหลอดเลือดดำเพื่อเพิ่มออกซิเจน และเพื่อลดการอักเสบของเซลล์ การให้เลือดเมื่อซีด และการผ่าตัด อาจเป็นการผ่าตัดทำทวารเทียมเปิดหน้าท้อง หรือ ผ่าตัดต่อลำไส้ ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของศัลยแพทย์


ลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษามีผลข้างเคียงอย่างไร? รุนแรงไหม?

ผล ข้างเคียง(ผลแทรกซ้อน) จากลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษา  คือ  อาการซีด  และการที่มีอุจจาระเป็นเลือดเรื้อรังมักก่อให้ผู้ป่วยเครียด กลัว และกังวล  และในรายที่เป็นรุนแรง อาจต้องมีทวารเทียมหน้าท้อง


ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษา? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

ภายกลังได้รับรังสีรักษา แล้วมีอุจจาระเป็นเลือดผู้ ป่วยควรต้องรีบพบแพทย์รังสีรักษาก่อนนัดเสมอ  ถ้าบ้านอยู่ไกลมากจากโรงพยาบาลที่ให้การรักษาทางรังสีรักษา  ควรพบแพทย์โรงพยาบาลใกล้บ้านก่อน เพื่อบรรเทาอาการต่างๆ หลังจากนั้นจึงพบแพทย์รังสีรักษาก่อนนัดเสมอ

การดูแลตนเองเมื่อมีอุจจาระเป็นเลือด ที่สำคัญ  คือ เรื่องอาหาร  โดย

  • ต้องสังเกตเสมอว่า เมื่อกินอาหารประเภทใด รวมทั้งเครื่องดื่มต่างๆ แล้วก่อให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย อุจจาระเป็นเลือด ควรหลีกเลี่ยงอาหาร/เครื่องดื่มนั้นๆ
  • ควรกินแต่อาหารรสจืด เลิกอาหารหมักดอง อาหารรสจัด ผักสด และผลไม้ดิบ เพราะจะเพิ่มอาการต่างๆให้มากขึ้น
  • กินอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง แต่เพิ่มเป็นวันละ 4 มื้อแทน
  • ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ลดการเกิดแผลต่อลำไส้ในการขับถ่าย
  • กินยา ใช้ยาต่างๆตามแพทย์แนะนำอย่างถูกต้อง อย่าขาดยา
  • ปฏิบัติตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ
  • เข้าใจ และยอมรับว่า เป็นอาการเรื้อรัง รักษาให้หายยาก อาการมักเป็นๆหายๆ เพื่อลดความเครียดในชีวิต
  • เลิก บุหรี่ และสุรา เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เลือดออกมากขึ้น
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อ เลือดออกมาก ปวดท้องมาก หรือ มีอุจจาระออกทางปัสสาวะ หรือ ทางช่องคลอด
  • พบแพทย์ฉุกเฉิน เมื่อปวดท้องมาก ร่วมกับมีไข้สูง เพราะอาจเกิดจากมีแผลทะลุเข้าช่องท้อง ก่อการอักเสบในช่องท้องได้ (พบได้น้อยมาก)

ป้องกันลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษาได้อย่างไร?

ไม่สามารถป้องกันลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษาได้เต็มร้อย  แต่ ด้วยเทคนิคการรักษาทางรังสีรักษาในปัจจุบัน โอกาสเกิดลำไส้ตรงอักเสบรุนแรงจากรังสีรักษาลดลงกว่าในสมัยก่อนมาก  แต่ในผู้มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีโอกาสเกิดลำไส้ตรงอักเสบได้ นอกจากนั้น คือ ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังต่างๆ  เช่น เบาหวาน ต้องดูแลรักษาควบคุมโรคเหล่านั้นร่วมด้วยเสมอ  และการที่เมื่อมีอาการผิดปกติต่างๆแล้วรีบพบแพทย์ หรือ การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก จะช่วยให้พบโรคมะเร็งได้ในระยะต้นๆ ซึ่งช่วยให้แพทย์ใช้ปริมาณรังสีรักษาลดลงในการรักษาโรค ก็เป็นอีกวิธีการที่ช่วยลดโอกาสเกิดลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษา

อุจจาระเป็นเลือด หรือ ลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษาเกิดได้อย่างไร?

อุจจาระเป็นเลือด หรือ ทวารหนัก และลำไส้ตรง(ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ที่ต่อกับทวารหนัก) อักเสบจากรังสีรักษา (radiation  proctitis)  เป็นผลข้างเคียง(ผลแทรกซ้อน)อย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากการฉาย รังสี และ/หรือ การใส่แร่รักษาโรคมะเร็งชนิดที่อยู่ในช่องท้องน้อย(อุ้งเชิงกราน ) เช่น มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งเยื่อบุมดลูก  มะเร็งต่อมลูกหมาก  มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ  มะเร็งลำไส้ตรง และมะเร็งทวารหนัก ทั้งนี้เพราะอวัยวะที่เกิดโรคมะเร็งเหล่านี้ เป็นอวัยวะที่อยู่ติดกับทวารหนัก/ลำไส้ตรง หรือ ตัวทวารหนัก/ลำไส้ตรงโดยตรง  ซึ่งโรคมะเร็งเหล่านี้ เป็นโรคมะเร็งที่ต้องใช้รังสีรักษาในปริมาณสูงจึงจะสามารถรักษาควบคุมโรคให้ หายได้  ดังนั้นเมื่ออวัยวะเหล่านี้ได้รับรังสีสูง ทวารหนัก/ลำไส้ตรงก็จะได้รับรังสีสูงตามไปด้วย  ซึ่งรังสีในปริมาณสูง จะก่อให้เกิดการอักเสบของทวารหนัก/ลำไส้ตรงส่วนที่ได้รับรังสี โดยการอักเสบของทวารหนัก/ลำไส้ตรงนี้ จะส่งผลให้เกิดแผลในทวารหนัก/ลำไส้ตรง  ซึ่งเมื่อแผลมีเลือดออก จึงก่อให้เกิดอาการอุจจาระเป็นเลือดทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบอักเสบ ที่เกิดในช่วงระยะเวลาระหว่างฉายรังสี ที่เกิดตั้งแต่ประมาณสัปดาห์ที่ 2-3 ของการรักษา เรียกว่า ลำไส้ตรงอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งการอักเสบจะค่อยๆดีขึ้นและหายเป็นปกติภายหลังครบรังสีแล้วประมาณ 4-8 สัปดาห์ ทั้งนี้เกิดจากเซลล์เยื่อบุทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบจากรังสี ซึ่งทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบเฉียบพลันนี้ อาจพบได้ในผู้ป่วยเกือบทุกราย  แต่เมื่อทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบเกิดกลังจากได้รังสีรักษาครบแล้ว ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เรียกว่า ทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบเรื้อรัง ซึ่งจะเกิดจากหลอดเลือดที่เลี้ยงทวารหนัก/ลำไส้ตรงเกิดการอักเสบเรื้อรัง จากรังสี  จึงส่งผลให้เลือดหล่อเลี้ยงทวารหนัก/ลำไส้ตรงลดลง  เซลล์เยื่อบุจึงเกิดการอักเสบและมีเซลล์ตายเกิดขึ้น จึงเกิดเป็นแผลเรื้อรัง ก่อให้เกิดอาการเลือดออก นอกจากนั้น  ผนังทวารหนัก/ลำไส้ตรงเองยังเกิดเป็นพังผืด ก่อให้เกิดภาวะลำไส้ตีบ  จึงก่ออาการอุจจาระลำบาก  ถ่ายเจ็บ เรื้อรัง และในผู้ป่วยที่อาการรุนแรง ผนังลำไส้จะบางลงกว่าปกติมาก รวมทั้งจากการเกิดแผล จึงอาจส่งผลให้ผนังลำไส้ทะลุ เกิดเป็นแผลเรื้อรังติดต่อระหว่างลำไส้กับอวัยวะข้างเคียง เช่น ช่องคลอด หรือ กระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้ มีอุจจาระปนออกมาในช่องคลอด  หรือ มีอุจจาระปนในปัสสาวะ ซึ่งลำไส้ตรงอักเสบเฉียบพลันนี้ มีโอกาสเกิดได้ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกรานทั้งหมด  และส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด มักเกิดหลังครบรังสีแล้ว 6 เดือน -2 ปี  แต่มีรายงานในผู้ป่วยบางคนอาจเกิดหลังครบรังสีแล้วนานถึง 5 ปี


ใครมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษา?

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดทวารหนัก/ลำไส้ตรงอักเสบจากรังสีรักษา คือ

  • ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เพราะในผู้สูงอายุ เซลล์ลำไส้ และหลอดเลือดมักเสื่อมตามอายุ การฟื้นฟูตัวภายหลังการบาดเจ็บจากรังสี จึงไม่ดี เซลล์จึงมีการอักเสบเรื้อรังได้ง่าย
  • ผู้ป่วยมีโรคจากการอักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่อ และหลอดเลือด หรือ มีโรคหลอดเลือดตีบแข็ง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เนื้อเยื่อ และหลอดเลือดลำไส้ใหญ่จึงอักเสบเรื้อรังได้ง่ายเมื่อได้รับรังสี
  • สูบบุหรี่ และ/หรือ ดื่มสุรา เพราะพิษจากทั้งสองชนิดส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย รวมทั้งหลอดเลือดและลำไส้ตรง จึงเสริมให้ลำไส้ตรงอักเสบเรื้อรังได้ง่ายขึ้น
  • ผู้ป่วยที่ต้องใช้รังสีรักษาในปริมาณสูง เช่น ผู้ป