ลำไส้ใหญ่ส่วนไหนบ้างที่เกิดเป็นมะเร็งได้?

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เกิดได้ในทุกตำแหน่งของลำไส้ใหญ่  ซึ่งลำไส้ใหญ่ แบ่งง่ายๆตามธรรมชาติของโรคและตามวิธีการรักษา เป็น ๒ ส่วน คือ

ส่วนที่เรียกว่า  ลำไส้ใหญ่โคลอน (colon)  ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ซึ่งอยู่ต่อจากลำไส้เล็ก ยาวไปจนถึงลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย/ลำไส้ตรง  จัดเป็นลำไส้ใหญ่ส่วนที่อยู่ในช่องท้อง  และ ส่วนที่เรียกว่า ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย หรือ ลำไส้ตรง (เร็กตัม, rectum) ได้แก่ลำไส้ใหญ่ส่วนที่อยู่ต่อจากลำไส้ใหญ่โคลอน ไปจนจรดส่วนทวารหนัก  จัดเป็นลำไส้ใหญ่ส่วนที่อยู่ในช่องท้องน้อย/อุ้งเชิงกราน  และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มักเกิดในตำแหน่งลำไส้ตรง มากกว่าในลำไส้ใหญ่ส่วนอื่น


โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โคลอน ต่างกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายอย่างไร?

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โคลอน มักมีการแพร่กระจายในช่องท้อง  มีการรักษา คือ การผ่าตัดวิธีการเดียว หรือ ผ่าตัดร่วมกับยาเคมีบำบัด   ส่วนโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย/ลำไส้ตรง  มีธรรมชาติของโรคลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน/ช่องท้องน้อย   โดยการรักษา อาจเป็นการผ่าตัดวิธีการเดียว หรือ ใช้ทั้งรังสีรักษา  ยาเคมีบำบัด ร่วมกับการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นกับระยะของโรค สุขภาพ และอายุของผู้ป่วย


โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เกิดจากอะไร?

สาเหตุ การเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ทุกส่วน) ที่แน่นอนชัดเจน ยังไม่ทราบ  แต่ จากการศึกษา แพทย์เชื่อว่า สาเหตุการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่  น่ามาจากหลายปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน โดยเมื่อเริ่มต้น อาจมีความผิดปรกติทางพันธุกรรมก่อน(มัก เป็นพันธุกรรมชนิดไม่ถ่ายทอด)   จากนั้นจึงมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วย  ซึ่งอาจเป็นจากประเภทอาหารที่บริโภค เช่น การบริโภคเนื้อแดง(เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม)  และ/หรือ อาหารไขมันสูงในปริมาณมาก เป็นประจำ นานติดต่อกันหลายๆปี หรือ การขาดการบริโภคผัก และ ผลไม้


โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ติดต่อได้ไหม?

โรคมะเร็งทุกโรค รวมทั้งโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ทุกส่วน) ไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตคลุกคลี กินอาหาร ใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่นได้ปรกติ และ ส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ /พันธุกรรม


โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีอาการอย่างไร?

โรค มะเร็งลำไส้ใหญ่ (ทุกส่วน) มีหลากหลายอาการ และ อาการต่างๆคล้ายคลึงกับอาการของโรคลำไส้ใหญ่ทั่วไปที่ไม่ใช่โรคมะเร็ง  ซึ่งอาการที่พบได้บ่อย เช่น  อาการซีด โดยหาสาเหตุไม่ได้  ท้องผูก สลับท้องเสีย  อุจจาระเป็นมูก  อุจจาระเป็นมูกเลือด   อุจจาระเป็นเลือด  อุจจาระดำจัด  ขนาดลำอุจจาระเปลี่ยนไปจากเดิม เล็ก คล้ายริบบิ้น  และเมื่อโรคลุกลามมาก อาจคลำก้อนเนื้อมะเร็งในท้องได้


รู้ได้อย่างไรว่า เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่/ลำไส้ตรง?

จะทราบได้ว่าเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่/ลำไส้ตรง คือ เมื่อมีอาการดังกล่าวแล้ว  ควรรีบพบแพทย์  เพื่อการตรวจร่างกาย  ตรวจทางทวารหนัก   หรือตรวจเอ็กซเรย์ด้วยการสวนแป้งทางทวารหนัก และการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่โดยผ่านทางทวารหนัก  แต่ การวินิจฉัยที่แน่นอน คือ การส่องกล้อง และ ตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อ เพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา พิสูจน์ว่า ใช่เนื้อมะเร็งหรือไม่


มะเร็งลำไส้ใหญ่มีกี่ระยะ?

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มี ๔ ระยะ (บางระยะอาจแบ่งซอยย่อยเพื่อแพทย์โรคมะเร็งใช้เป็นข้อบ่งชี้ทางการรักษา)  ซึ่งได้แก่

ระยะที่ ๑  ก้อนเนื้อมะเร็งเกิดอยู่เฉพาะในผนังลำไส้ใหญ่  มีการลุกลามเพียงตื้นๆ

ระยะที่ ๒  ก้อนเนื้อมะเร็งลุกลามเข้าชั้นลึกของผนังลำไส้ใหญ่ อาจทะลุถึงเยื่อหุ้มลำไส้ใหญ่  หรือ ทะลุผนังลำไส้ใหญ่เข้า เนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียงที่อยู่ติดกับลำไส้ใหญ่

ระยะที่ ๓  ก้อนเนื้อมะเร็งลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง

ระยะที่ ๔  โรคมะเร็งแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด/โลหิตไปอวัยวะอื่น ที่ พบบ่อย คือ  ไป ตับ  ปอด และเยื่อหุ้มช่องท้อง( เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำมะเร็งในช่องท้อง หรือ บวมท้อง หรือ ท้องบวม)


โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ รักษาอย่างไร?

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่(ทุกส่วน) มีวิธีรักษาโรคตามระยะของโรค ดังนี้

การรักษาในโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โคลอน

โรคระยะที่ ๑  ใช้การผ่าตัดเพียงวิธีการเดียว

โรคระยะที่ ๒  มักให้การผ่าตัดก่อน แล้ว พิจารณาการให้ยาเคมีบำบัดเป็นรายๆไป

โรค ระยะที่ ๓  มักให้การผ่าตัดก่อน แล้วตามด้วยยาเคมีบำบัด

โรคระยะที่ ๔  แพทย์จะให้การรักษาผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันตามลักษณะการลุกลามแพร่กระจายของโรค อายุ  และ สุขภาพของผู้ป่วย

    การรักษาในโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย/ลำไส้ตรง

โรคระยะที่ ๑  ใช้การผ่าตัดวิธีการเดียว

โรคระยะที่ ๒  และ ระยะที่ ๓  การรักษา อาจมีทั้งการผ่าตัด ยาเคมีบำบัด และ รังสีรักษา ซึ่งมีทั้งให้การผ่าตัดก่อน แล้วจึงตามด้วยยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา หรือ ให้เคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษาก่อน แล้วจึงตามด้วยการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

โรคระยะที่ ๔ ให้การรักษาแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นกับลักษณะการแพร่กระจายของโรค  อายุ และ สุขภาพของผู้ป่วย

อนึ่ง  แพทย์อาจให้การรักษาแตกต่างไปจากที่กล่าวแล้วได้ ทั้งนี้ ขึ้นกับปัจจัยต่างๆอีกหลายปัจจัย  เช่น อายุ และสุขภาพของผู้ป่วย และชนิดของเซลล์มะเร็ง  เป็นต้น


โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ รักษาหายไหม?

โรค มะเร็งลำไส้ใหญ่ (ทุกส่วน) มีโอกาสรักษาหาย ทั้งนี้ ขึ้นกับระยะโรค และ สุขภาพผู้ป่วย โดย โรคในระยะที่ ๑ มีโอกาสรักษาหายสูงถึงประมาณร้อยละ ๗๐-๘๐  โรคระยะที่ ๒  มี โอกาสรักษาหายประมาณร้อยละ ๕๐-๗๐   โรค ในระยะที่ ๓  มีโอกาสรักษาหายประมาณร้อยละ ๓๐- ๕๐   โรคระยะที่ ๔ ไม่มีโอกาสรักษาหาย แต่แพทย์จะรักษาประคับประคองผู้ป่วยตามอาการ  อายุ และ สุขภาพของผู้ป่วย


โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อรักษาหายแล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นอีกไหม?

โรค มะเร็งลำไส้ใหญ่ (ทุกส่วน) เมื่อรักษาหายแล้ว มีโอกาสย้อนกลับเป็นซ้ำได้อีก ทั้งตรงจุดเดิมของโรค และในบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนอื่นๆ  ดังนั้น ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการตรวจติดตามโรคเป็นระยะๆ ตามแพทย์แนะนำ


ถ้าโรคย้อนกลับเป็นซ้ำ จะรักษาอย่างไร?

ถ้า กลับเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซ้ำอีก  ขั้นตอนการตรวจ การรักษา จะคล้ายวิธีการเดิม คือ แพทย์จะประเมินระยะโรคใหม่  ประเมินสุขภาพผู้ป่วย  ดูว่าเคยได้รับการรักษาวิธีการใดไปแล้วบ้าง  หลังจากนั้นจึงพิจารณาวิธีการรักษาผู้ป่วยเป็นรายๆไป  การรักษาอาจมีทั้ง การผ่าตัด  และ/หรือ ยาเคมีบำบัด  และ/หรือ รังสี ถ้ายังไม่เคยได้รังสีมาก่อน


โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถตรวจให้เจอตั้งแต่แรกเป็นได้ไหม?

โรค มะเร็งลำไส้ใหญ่ (ทุกส่วน) เป็นโรคที่สามารถตรวจพบในระยะแรกได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ (การตรวจคัดกรอง)  และ การรักษาโรคในระยะยังไม่มีอาการนี้ เพิ่มโอกาสหายให้สูงขึ้น โดยองค์กรต่างๆด้านการแพทย์โรคมะเร็ง ได้แนะนำดังนี้  คือ  บุคคลทั่วไป มีอายุตั้งแต่ ๕๐ ปีขึ้นไป ควรพบแพทย์เพื่อขอตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ทุกส่วน) ซึ่งการตรวจ อาจเป็นการเอ็กซเรย์สวนแป้งทางทวารหนัก  หรือ การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่  และภายหลังเมื่อทราบผลตรวจแล้ว  แพทย์จะเป็นผู้แนะนำต่อว่า ควรตรวจซ้ำอีกเมื่อใด หรือ ควรทำอย่างไร

นอกจากวิธีการตรวจต่างๆดังกล่าวแล้ว ในขณะนี้กำลังมีการศึกษาอย่างจริงจัง ในการใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง เพื่อใช้เป็นวิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นอีกวิธีการหนึ่ง


มีวิธีป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไหม?

ไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ทุกส่วน)ได้เต็มร้อย เพราะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่ อาจลดปัจจัยเสี่ยงได้  แพทย์ ด้านโรคมะเร็ง และ โภชนากร แนะนำให้จำกัดการบริโภคเนื้อแดง และอาหารไขมันสูง  แต่ให้เพิ่มการบริโภค ผัก และ ผลไม้ ตามฤดูกาลให้มากขึ้น  สม่ำเสมอ เป็นประจำ ทุกๆวัน ในทุกมื้ออาหาร รวมทั้งในอาหารว่าง